Showing posts with label สุขภาพดี. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพดี. Show all posts

Sunday, June 21, 2015

เนรมิตหุ่นเช้งกระเด๊ะ! ด้วยการ “ออกกำลังกายตามรูปร่าง"


ออกกำลังกายเท่าไร ก็ยังไม่ได้หุ่นเพอร์เฟกต์อย่างที่คาดหวังเสียที! ปัญหานี้จะหมดไปด้วยการ “ออกกำลังกายตามรูปร่าง”
โดยรูปร่างของผู้หญิง แบ่งได้ 4 รูปทรง คือ ทรงนาฬิกาทราย แอปเปิ้ล ลูกแพร และทรงไม้บรรทัด

1 . สาวรูปร่างแบบนาฬิกาทราย ควรที่จะออกกำลังกายทั้งแบบ cardio exercise และ weight training cardio ซึ่งจะช่วยให้มีน้ำหนักที่เหมาะสมขณะที่เล่น เวทจะช่วยทำให้รูปร่างได้สัดส่วนทั้งลำตัวท่อนบน และลำตัวท่อนล่าง การเล่นเวทที่เหมาะกับหุ่นแบบนี้
ควรเลือกเวทน้ำหนักเบา แต่เน้นเล่นหลายๆ ครั้ง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ได้หุ่นฟิตเฟิร์ม แต่ไม่บึกบึน จนถึงกับเป็นกล้ามปู
การออกกำลังกายที่สาวหุ่นนาฬิกาทรายควรเล่น : วิ่งจ๊อกกิ้งอย่างช้าๆ ,ปั่นจักรยานบนเครื่องปั่น จักรยานแบบไม่ต้องปรับฝืดมาก กระโดดตบ, ว่ายน้ำ,bicep curl shoulder press ,squart วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการเผาผลาญไขมันคือ การออกกำลังกายแบบต่อเนื่องประมาณ 30-40 นาที โดยทำอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

2. สาวรูปร่างทรงแอปเปิ้ล (ค่อนข้างอ้วนหรือเจ้าเนื้อ) อย่างแรกที่ต้องต้องสนใจก็คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเพื่อเผาผลาญไขมัน และออกกำลังกาย ช่วงล่าง
การออกกำลังกายที่สาวทรงแอปเปิลควรเล่น : stair climbing, เดินบน treadmill โดยปรับทางให้ ลาดชัน, วิ่ง, leg squats, leg press, and dead lifts นอกจากนี้ แนะนำให้เล่น Pilates ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของ เหล่าดาราเซเลบ เป็นการออกกำลังกายที่เน้นตรงส่วนกลางลำตัวของเราที่เป็นพื้นฐานของการเคลื่อนไหวต่างๆ และถือเป็นการเล่นบอดี้เวท ที่ครอบคุมทุกส่วนของร่างการ โดยถือเป็นการออกกำลังกายที่ปลอดภัยที่สุด นิยมเล่นกับเครื่องรีฟอเมอร์

3. สาวรูปร่างแบบลูกแพร์ (มีลำตัวท่อนล่างค่อนข้างใหญ่) เมื่อท่อนล่างของคุณ ไม่สมดุลกับท่อนบน ฉะนั้นการออกกำลังกายที่จะทำให้ท่อนล่างเล็กลง ได้แก่ การเต้นแอโรบิค แล้วอย่าลืมกระชับร่างกายส่วนบนด้วยเวทเทรนนิ่ง โดยเลือกใช้เวทที่มีน้ำหนักเบาและเล่น หลายๆ ครั้ง
การออกกำลังกายที่สาวหุ่นลูกแพร์ควรเล่น : เดิน หรือ จักรยาน (แบบไม่ฝืด) ,elliptical, กระโดด เชือก, เล่นท่า leg lift และ dip, วิดพื้น และ shoulder press โดยปกติ สาวหุ่นลูกแพร์จะมีความยืดหยุ่น และสามารถเล่นกีฬาที่เน้นช่วงล่างได้ดี แต่หากอยากออก กำลังกายในส่วนบน ให้ลองเข้าคลาสเต้น combat ดูจร้า




4. สำหรับสาวรูปร่างทรงไม้บรรทัด สามารถออกกำลังรูปแบบไหนก็ได้ตามที่ต้องการ และอาจจะเพิ่มการออกกำลังกายแบบ cardio เพื่อลดไขมันในบางส่วน เช่น หน้าท้อง หรือ สะโพก เคล็ดลับหุ่นเพอร์เฟกต์ของสาวหุ่นไม้บรรทัด คือ สร้างกล้ามเนื้อด้วย เวทเทรนนิ่ง
การออกกำลังกายที่สาวรูปร่างทรงไม้บรรทัดควรลอง : ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ stretching, วิดพื้น, เข้าคลาส step aerobic, ปั่นจักรยาน spinning, เดินหรือ วิ่ง โดยใช้ทางลาดชัน, squats, เล่นเวทช่วงหัวไหล่และ หน้าอกท่า bench press และ ท่าshoulder press
สำหรับรายละเอียดชื่อท่าการออกกำลังกายต่างๆที่แนะนำไปนั้น สามารถเซิร์ทดูตัวอย่างคลิปวิดีโอได้บนยูทูปเลยนะคะ


Monday, September 15, 2014

วิธีเอาชนะความเบื่อหน่ายจากการเล่นฟิตเนส


สำหรับคนที่รู้สึกเบื่อหน่าย หมดกำลังใจ ท้อแท้ และไม่อยากเล่นฟิตเนส หรือออกำลังกาย วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ วิธีเอาชนะความเบื่อหน่ายมาฝากกันคะ

ประเมินตัวเอง ให้ประเมินกิจวัตรการออกกำลังกายของคุณในขณะนี้เสียก่อน เพื่อชี้ชัดให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้คุณเบื่อการออกำลังกายแล้ว ลองหันไปเพิ่มความหลากหลายใหม่ๆ ให้กิจกรรมที่คุณโปรดปราน เช่น หันมาเล่น Kick Boxing แทนการเต้นแอโรบิก หรือเล่นฟรีเวต แทนเครื่อง สิ่งเหล่านี้อาจช่วยให้กิจวัตรเดิมๆ มีชีวิตชีวาขึ้น หรือถ้าคุณเคยออกกำลังแต่ในฟิตเนส ก็ลองไปออกกำลังตามสวนสาธารณะบ้างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถ้าหากการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่เพียงพอ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เริ่มต้นทำกิจกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะในสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะลองทำ เช่น ถ้าคุณเคยชินอยู่กับการเล่นกีฬาคนเดียว ลองหันมาเล่นกีฬาแบบทีมดูบ้าง หรือพยายามทำสิ่งที่คุณไม่ชอบมาโดยตลอด เช่น การเล่นกีฬาแอดเวนเจอร์ อย่าง ขี่จักรยานเสือภูเขา การปีนหน้าผา ฯลฯ

หาเพื่อนออกกำลังกาย การออกกำลังกายคนเดียวก็เหมือนกับการได้พักผ่อนจากวันที่ยุ่งเหยิง แต่บางทีการออกกำลังกายก็ต้องการเพื่อนที่จะช่วยให้คุณได้สังสรรค์ไปในตัว ซึ่งการชวนเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน จะทำให้คุณไม่อยากงดออกกำลังกาย เนื่องจากมีคนรออยู่ การมีคนมาออกกำลังกายด้วยยังหมายถึงการท้าทายให้คุณพัฒนาทักษะการออกกำลังกายให้ดีขึ้น

ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายตัวเอง หลายคนตั้งใจออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่การตั้งเป้าหมายบางอย่างเช่น การร่วมวิ่งแข่งมาราธอน หรือการแข่งว่ายน้ำ จะทำให้การออกกำลังกายของคุณในแต่ละวันมีความหมายขึ้น

เพิ่มความหลากหลาย การออกกำลังกายหลายๆ อย่างสลับไปมา เป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้เบื่อการออกกำลังกายได้ดี ถ้าปกติคุณออกำลังกายแค่อย่างเดียว ก็ลองสลับด้วยกิจกรรมอื่นๆ สัก 2-3 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ โดยควรให้โปรแกรมการออกกำลังกายของคุณครบถ้วน ทั้งการออกกำลังบริหารหัวใจ การฝึกความแข็งแรง และการยืดกล้ามเนื้อของร่างกาย

ของเล่นใหม่ๆ อุปกรณ์ในการออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ อาจจะไม่ใช่ของจำเป็น แต่มันอาจช่วยให้การออกกำลังกายของคุณสนุกและเพลิดเพลินขึ้น

หยุดพัก บางครั้งคุณจะต้องการเวลาพักสักหน่อย ในกรณีนี้ลองลดกิจวัตรการออกกำลังกายของคุณลงบ้างและแทนที่ด้วยกิจกรรมอื่น คุณอาจพบสิ่งที่คุณสนุกกับมันได้มากกว่าเรื่องเดิมๆ ที่เคยโปรดปราน

ลองทำดูนะคะสาวๆ สู้ๆ คะ เพื่อสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ สำหรับสาวๆ ที่สนใจอยากทดลองออกกำลังกายด้วยกีฬาน้องใหม่มาแรง ที่ให้ทั้งสุขภาพกายแลสุขภาพจิตที่ดี อย่างโยคะฟลาย และพิลาทิส เรียนชกมวย เรียนเต้นหลากหลายรูปแบบ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวการสอน ราคา และตารางการเรียนได้ที่ http://www.sanooklife.com

ที่มา fitnessdd.com

Wednesday, September 3, 2014

เรื่องจริงของการออกกำลังกายที่ควรรู้



ในเรื่องของการออกกำลังกาย ยังมีคำถามมากมายที่เป็นข้อสงสัย บางคำถามมีคำตอบที่ชัดเจน แต่บางคำถามอาจมีคำตอบไม่ชัดเจนแค่อาศัยคำพูดต่อ ๆ กันมา แล้วคำตอบไหนที่เราสามารถเชื่อถือหรือนำไปปฏิบัติได้จริงบ้าง เพราะถ้าเราได้คำตอบที่ถูกต้องจะทำให้การออกกำลังกายของเราได้ผลตามต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญปลอดภัยและสามารถลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี มีตัวอย่างข้อสงสัยที่มักได้ยินบ่อย ๆ มาไขข้อข้องใจให้หายสงสัยกันดังนี้

ความเชื่อ :การออกกำลังกายที่ดีที่สุดควรทำในตอนเช้า

ความจริง : จากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายสามารถทำในช่วงไหนของวันก็ได้ จะได้ผลที่ไม่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าคุณสะดวกและมีช่วงว่างเวลาไหนที่สามารถออกกำลังกายได้ ขอให้มีการออกกำลังกายรวมแล้วอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีในแต่ละวันก็สามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ลงได้


ความเชื่อ : ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคเพื่อลดไขมันก่อน ก่อนที่จะยกเวทเพื่อกระชับกล้ามเนื้อต่อไป

ความจริง : ผลการวิจัยบ่งชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายที่เหมาะสม ควรประกอบด้วยการยกน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคไปพร้อมๆ กัน โดยการยกน้ำหนัก หรือ weight training จะมีผลช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระชับได้สัดส่วนที่สวยงาม นอกจากนี้ผลจากการยกน้ำหนักอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อร่างกายแข็งแรงและมีมวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นจะยิ่งทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้นแม้ในขณะพัก ซึ่งสังเกตได้จากคนที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อลดไขมันหรือลดน้ำหนักตัวลงโดยการฝึกแบบแอโรบิคเพียงอย่างเดียว เมื่อหยุดออกกำลังกายไปสักพักน้ำหนักตัวจะกลับขึ้นมาเหมือนเดิม หรือบางคนอาจจะมากกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว เมื่อเริ่มออกกำลังกายใหม่น้ำหนักตัวก็จะลง แต่เมื่อหยุดมันก็จะกลับขึ้นมาอีก น้ำหนักขึ้น-ลงสลับกันไปหรือที่เรียกว่า Yo-yo effect เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ออกกำลังกายแบบยกน้ำหนักร่วมกับแบบแอโรบิคแล้ว น้ำหนักตัวจะไม่เปลี่ยนแปลงกลับขึ้นมาเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว ซึ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะช่วยในการเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีส่วนเกินออกไปขณะออกกำลังกายเป็นหลัก นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด เป็นต้น


ความเชื่อ : ผู้หญิงมักกลัวการออกกำลังกายแบบ weight training เพราะทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นไม่สวยงาม

ความจริง : ฮอร์โมนเพศมีผลอย่างมากในประเด็นนี้ โดยผู้ชายมีปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) มากกว่าผู้หญิง ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีน เมื่อผู้ชายออกกำลังกายแบบ weight training อย่างหนัก ฮอร์โมนตัวนี้จะทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนและสร้างกล้ามเนื้อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมา แต่ในผู้หญิงจะมีปริมาณฮอร์โมนนี้ค่อนข้างน้อย โดยจะมีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) มากกว่า ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่แสดงถึงความเป็นผู้หญิง ไม่ได้ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนสร้างกล้ามเนื้อแบบเดียวกับฮอร์โมนเพศชาย

จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีระดับฮอร์โมนเพศปกติจะต้องออกกำลังกายแบบ weight training อย่างน้อย 4?6 ชั่วโมงต่อวันถึงจะมีขนาดกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้นมาเหมือนคนเล่นกล้าม ซึ่งสำหรับคนทั่วไปก็ยากที่จะออกกำลังกายติดต่อกันได้นานถึงขนาดนั้น แต่ข้อดีสำหรับผู้หญิงที่ออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยกระชับสัดส่วนรูปร่างให้สวยงาม นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย (metabolism)ในการควบคุมน้ำหนัก และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุนที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูง


ความเชื่อ : การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเพื่อเผาผลาญไขมันควรใช้เวลามากๆ แต่ใช้ความหนักระดับต่ำๆ จึงจะดี

ความจริง : การออกกำลังกายแบบแอโรบิคนั้นร่างกายจะใช้พลังงานทั้งจากคาร์โบไฮเดรต (ในรูปของกลูโคสและไกลโคเจนที่สะสมอยู่ในเลือด ตับ และกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย) และไขมันเป็นหลัก โดยการออกกำลังกายแต่ละครั้งจะใช้พลังงานมากน้อยเพียงใดให้ดูได้จากจำนวนของแคลอรีที่เผาผลาญออกไป ในคนที่ออกกำลังกายเบาๆ แต่นาน เช่น การเดิน 40-45 นาที อาจจะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 200-350 แคลอรี เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่วิ่ง 30 นาที อาจเผาผลาญพลังงานที่ 250-300 แคลอรี ซึ่งต่างกันเพียงเล็กน้อย ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเบาๆ แต่นานๆ เพียงอย่างเดียวในการเผาผลาญพลังงานออกไป เมื่อออกกำลังกายได้สักระยะหนึ่งก็จะมีความฟิตแข็งแรงมากขึ้น ดังนั้นการเพิ่มความหนักหรือระยะเวลาในการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้นตาม หรือถ้าคนที่ฟิตแข็งแรงดีอยู่แล้วสามารถออกกำลังกายในระดับความหนักที่สูงได้ ก็จะส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีโดยรวมมากขึ้น ไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายก็จะถูกใช้ไปได้เช่นเดียวกัน


ความเชื่อ : ในการออกกำลังกายแบบ weight training ถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นให้ยกช้าๆ แต่ถ้าไม่ต้องการให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ควรยกเร็วๆ

ความจริง : ความจริงแล้วการยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้นหรือกระชับขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการยก แต่จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่เราออกแรงมากกว่า ตามคำแนะนำของ American College of Sports Medicine (ACSM) ซึ่งเป็นสถาบันที่แนะนำรูปแบบต่าง ๆ ของการออกกำลังกายที่ทั่วโลกยอมรับ ได้กำหนดไว้ว่าถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นควรใช้น้ำหนักที่สามารถออกแรงยกได้เพียง 1-6 ครั้งในแต่ละเซต หรือประมาณ 80-100% ของน้ำหนักที่สามารถยกได้สูงสุดเพียงหนึ่งครั้ง (1 Repetition Maximum หรือ 1 RM) แต่ถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อกระชับแข็งแรงจะต้องใช้น้ำหนักที่สามารถออกแรงยกได้ประมาณ 12-15 ครั้งในแต่ละเซต หรือประมาณ 650-75% ของน้ำหนักสูงสุดที่สามารถออกแรงยกได้ใน 1 ครั้ง และความเร็วในการยกควรจะสอดคล้องกับจังหวะการหายใจเข้า-ออกมากกว่า โดยให้หายใจออกทางปากช้า ๆ ขณะออกแรงยก และหายใจเข้าทางจมูกขณะผ่อนแรงหรือปล่อยน้ำหนักลง อย่ากลั้นหายใจขณะที่ออกแรง เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเป็นอันตรายได้

นพท. ธีรพล หอมสุคนธ์
เรียบเรียงโดย นพ.ปณิธาน ประดับพงษา
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า


ที่มา www.yaandyou.net

Thursday, July 31, 2014

ยืดเส้น ยืดสาย พิชิตโรคออฟฟิศ ซินโดรม (office syndrome)


การนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์มากว่าครึ่งค่อนวัน กับเก้าอี้ที่นั่งแล้วรู้สึกไม่สบายตัว จนทำให้รู้สึกปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล หากคุณมีอาการเหล่านี้ล่ะก็ ควรระวัง “โรคออฟฟิศซินโดรม” จะถามหากันไว้ด้วยนะคะ วันนี้แอดมินขอแนะนำท่าบริหารง่ายๆ แค่ขยับนิดขยับหน่อยก็สามารถห่างจากโรคออฟฟิศซินโดรมมาฝากกันค่ะ

ท่าที่ 1 >>> ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อข้อมือและแขน ทำได้ง่ายๆ ค่ะ ก่อนอื่นประสานมือเข้าด้วยกันโดยหันฝ่ามือออกนอกตัว ยืดแขนออกไปข้างหน้า บิดขึ้นลงโดยให้ศอกขนานกับพื้น (คล้ายๆ ท่าบิดขี้เกียจ) ค้างไว้ท่าละประมาณ 5 วินาที ทำจนครบ 5 ครั้ง

ท่าที่ 2 >>> ท่ายืดกล้ามเนื้อร่างกายส่วนบน ประสานนิ้วมือเข้าด้วยกัน เหมือนกับท่าแรก แต่ท่านี้ให้ยืดฝ่ามือขึ้นเหนือศีรษะ หายใจเข้าลึกๆ ค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที หายใจออกในขณะที่ค่อยๆ ผ่อนมือลง ทำจนครบ 5 ครั้ง

ท่าที่ 3 >>> ท่ายืดกล้ามเนื้อไหล่และแขน ประสานมือไว้ด้วยกันเหมือนเดิมแล้วหันฝ่ามือออกนอกตัว แต่รอบนี้ยืดไปด้านหลังค่ะ จากนั้นยืดแขนขึ้นลงพร้อมๆ กัน โดยค้างไว้ประมาณ 3 วินาที ทำ 5 ครั้ง

ท่าที่ 4 >>> บริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนบนกันต่อ ประสานนิ้วมือเข้าด้วยกันไว้หลังศีรษะ โดยให้ข้อศอกทั้งสองด้านกางออกนอกลำตัวขนานกับบ่า ค่อยๆ ดึงไหล่เข้าออกพร้อมกัน โดยให้ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำ 5 ครั้ง

ท่าที่ 5 >>> ท่ายืดกล้ามเนื้อข้างลำตัว ไม่ยากเลยค่ะ ลำดับแรกให้ยกแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ หันฝ่ามือออกด้านหน้า งอแขนลงมาโดยให้มืออยู่บริเวณไหล่ขวา ใช้มือขวาดึงข้อศอกด้านซ้ายมาทางด้านหลังศีรษะ ให้รู้ว่าไหล่ และหลังยืดจนตึง ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ทำอีกด้านเช่นเดียวกัน โดยทำข้างละ 3 ครั้ง

ท่าที่ 6 >>> ท่ายืดกล้ามเนื้อแขนและหลังส่วนบนกันเป็นท่าสุดท้ายค่ะ ให้ยืดแขนขวามาทางด้านซ้ายของลำตัว แล้วใช้มือซ้ายกุมที่ข้อศอก ดึงเข้าหาลำตัว โดยทำค้างไว้ประมาณ 5 วินาที ข้างละ 3 ครั้ง จากนั้นสลับข้างและทำเหมือนกัน

ทำเช่นนี้ทุกวัน ก็สามารถพิชิตโรคออฟฟิศซินโดรมได้แล้วละค่ะ อีกทั้งยังสามารถทำได้ง่ายๆ ในออฟฟิศ แถมยังใช้เวลาไม่มากอีกด้วย ทางที่ดีหนุ่มสาวออฟฟิศควรหมั่นลุกออกจากเก้าอี้บ้าง และพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ด้วยการละสายตามองไปไกลๆ โดยทำประมาณทุกๆ 1-2 ชั่วโมง รวมถึงการจัดท่านั่งให้เหมาะสมก็จำเป็นเช่นกัน

ที่มา: www.facebook.com/Maeban.co.th

9 กิจกรรมทำสมองให้ Active

สาวๆ คนไหนที่อยากฝึกสมองให้ Active วันนี้เรามีกิจกรรมดีๆ มานำเสนอคะ เป็นกิจกรรมที่สาวๆ สามารถทำได้เอง วันหยุดว่างๆ ลองทำดูนะคะ


อยากลดพุงง่ายๆ ด้วย 3 อ. รับรองลดอ้วนได้แน่



Friday, March 21, 2014

Pilates เคล็ดลับความสวยและสุขภาพดีในแบบฉบับคุณแม่ยุคใหม่


ยุคปัจจุบันสาวๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ส่วนใหญ่หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ว่ายน้ำ โดยเฉพาะพิลาทีส (Pilates) สาวๆ ทั้งในไทย ต่างประเทศ และดาราฮอลีวูดให้ความสนใจกันอย่างมาก เช่น ฮิลลารี ดัฟฟ์ นางเอกเรื่องซินเดอเรลลาก็ออกกำลังกายด้วย พิลาทีส ในช่วงที่เธอตั้งครรภ์

พิลาทีส (Pilates) ถือเป็นการออกกำลังกายไปพร้อมทำสมาธิ มีความปลอดภัยต่อแม่ที่ตั้งครรภ์ เพราะมีการกระแทกน้อย การเคลื่อนไหวท่าทางต่างๆ เน้นความนุ่มนวล ต่อเนื่อง ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการขยับเคลื่อนกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ นั้นจะต้องผสานกับการหายใจเป็นจังหวะตามที่กำหนด ช่วยฝึกการหายใจเพื่อปรับสมดุลให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ และมีประโยชน์มากมาย ได้แก่

1. ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อโครงสร้างต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกเชิงกรานด้านล่าง กล้ามเนื้อทั้งหมดจะเป็นแรงพยุงตามธรรมชาติให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ให้รู้สึก สบายและคลอดง่าย
2. การออกกำลังกายเป็นการรวบรวมพลังจากภายในสู่ภายนอกทำให้มีสมาธิ มีจิตใจมั่นคง อารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน
3. การออกกำลังกายจะค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อช่วยลดอาการปวดต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปวดหลัง ปวดแขน ปวดขาได้
4. ช่วยบริหารกระดูกอุ้งเชิงกราน ฟื้นฟูร่างกายเร็วขึ้น

สำหรับคุณแม่ที่สนใจกำลังมองหาคอร์สเรียนพิลาทีส ราคาสุดคุ้ม เรามีคอร์สแนะนำคะ  Pilates Pregnancy คอร์ส 3 เดือน 10 Classes ราคาเพียงแค่ 4,750 บาท (ปกติ 5,000 บาท)  หากสมัครเป็นสมาชิก Sanook Life รับทันทีส่วนลด 10% เหลือ 4,500 บาท รับประกันราคาถูกที่สุดในกรุงเทพ หากเจอคอร์สที่ถูกกว่า เรายินดีคืนเงิน

สตูดิโอตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่ อาคาร Portico ตรงข้าม เซ็นทรัลชิดลม ในซอยหลังสวน 150 เมตรจาก BTS ชิดลม เดินได้สะดวก มีที่จอดรถบริการฟรี และใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือสถานที่ชอปปิ้ง

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com


บทความที่เกี่ยวข้อง 

หุ่นสวยกระชับแบบอินเทรนด์ด้วย Pilates

รูปร่างสวยด้วย Yoga Fly


3 ท่าพิลาทีส…เฟิร์ม & ฟิต แบบไม่ยุ่งและไม่ยาก!



Sunday, February 16, 2014

10 ขั้นตอนกินเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น


1. ลดปริมาณขนม แทนที่จะกินขนมคบเคี้ยวต่างๆ ที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ แถมทำให้อ้วนอีกต่างหาก ก็เปลี่ยนมารับประทานผลไม้ที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินแทน เช่น แอ๊ปเปิ้ล องุ่น ส้ม หรือหากตัดอกตัดใจไม่ได้ ก็ค่อยๆ ลดปริมาณลงไปทีละนิด หรือหันมาบริโภคของกินเล่นที่มีประโยชน์ เช่น โยเกิร์ต เนยถั่ว ซีเรียลแท่ง เป็นต้นคะ

2. ใส่ใจกับการเลือกซื้ออาหาร เวลาที่สาวๆ ไปชอปปิ้งเลือกซื้ออาหาร ผัก ผลไม้เข้าบ้าน แทนที่จะเลือกซื้อของที่ถูกตา ต้องใจ ถูกปาก ควรจะพิธีพิถันเลือกของที่ดีต่อสุขภาพ และมีประโยชน์ ปลอดสารพิษ ถ้าจะให้ดีมากขึ้น ควรวางแผนไว้เลยว่าสัปดาห์นี้จะทำอาหารอะไร ในเมนูแต่ละมื้อ ควรมีผัก ผลไม้อยู่ด้วยทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันสูง และไม่ควรทานอาหารที่เค็มมากๆ เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ

3. อ่านฉลากอาหารที่บริโภค ก่อนที่จะเลือกรับประทานอาหารใดๆ สาวๆ ควรใส่ใจอาหารฉลากอาหารนิดหนึ่งว่า มีปริมาณไขมันเท่าไหร่ มีน้ำตาล และโซเดียมหรือไม่ มีวิตามิน หรือแร่ธาตุมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อจะได้แน่ใจว่าเลือกรับประทานอาหารที่ไขมันไม่สูง และได้สารอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องยาก เสียเวลา แต่ก็ดีกว่ารับประทานไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ แถมเพิ่มไขมันสะสมให้ร่างกายนะคะ

4. มีวินัยในการกิน อยากจะสวย เราต้องมีวินัยในการกินคะ เลิกการกินของจุบจิบที่ไม่มีประโยชน์ ควรกินอาหารเป็นมื้อ แต่ละมื้อควรกำหนดปริมาณการกินด้วย ไม่กินจนอิ่มเกินไป หรือกินแบบเสียดายของ ปริมาณของมื้ออาหารในจานควรมีขนาดเท่ากับหนึ่งกำปั้นของคนกิน ถือว่ากำลังดีคะ

5. เปลี่ยนความคิด แน่นอนว่าอาหารเพื่อสุขภาพ คงไม่อร่อยเท่าไหร่ ขนม คุ้กกี้ หรือของจุบจิบต่างๆ แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนความคิดจากการกินเพื่อความสุขใจ เพื่อความอร่อย มาเป็นการกินเพื่อบำรุงสุขภาพแล้ว รับรองว่านอกจากจะไม่อ้วนแล้ว ยังทำให้อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย

6. เลือกกินอาหารอย่างฉลาด แทนที่จะกินข้าวขาว ก็เลือกข้าวกล้องแทน เลือกอาหารประเภทผัด หรือต้ม แทนอาหารทอดที่ไขมันสูงมากๆ แทนที่จะดื่มน้ำหวานต่างๆ ก็หันมาดื่มน้ำเปล่า แทนที่จะพกขนมกินเล่นในกระเป๋า ให้หันมาพกผลไม้ไว้ทานแก้หิวคะ และแทนที่จะทานอาหารข้างทาง ก็หันมาทำอาหารกินเองที่บ้าน หรือทำอาหารไปทานที่ทำงาน เพราะนอกจากเราจะได้ทานอาหารอร่อยในแบบฉบับของตัวเองแล้ว ยังได้เลือกอาหารที่มีประโยชน์จริงๆ เป็นเมนูที่เราออกแบบเองให้เหมาะกับความต้องการของร่างกายเรา ที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษคะ

7. เพิ่มสีสันหลากหลายในมื้ออาหาร ในหนึ่งมื้ออาหารนั้น ควรเลือกทานผัก ผลไม้ ที่มีสีสันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเขียว ส้ม เหลือง แดง เพราะแต่ละสีให้คุณค่าทางอาหารที่ต่างกันไป ที่สำคัญคือ เวลาที่เรากินอาหารที่สีสันหลากหลาย จะทำให้เรามีความสุขในการกินอีกด้วยคะ และในแต่ละสัปดาห์ควรเลือกทานผัก ผลไม้ที่ไม่ซ้ำกัน นอกจากเราจะไม่เบื่อแล้ว ยังได้รับวิตามิน แร่ธาตุที่หลากหลายจากอาหารที่เลือกทานอีกด้วยคะ

8. ไม่อดอาหาร ข้อนี้สำคัญมากๆ คะ หลายคนอยากผอม เลยอดอาหาร นอกจากจะไม่ช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังทำให้สุขภาพแย่อีกด้วยคะ ทำให้หงุดหงิดง่าย และสมองไม่แล่น เวลาที่เราอดมากๆ เรายิ่งกินเยอะกว่าเดิมคะ และมีแนวโน้มว่าจะกินของที่ไม่มีประโยชน์ เห็นอะไรอยู่ตรงหน้าก็กินหมดแหละคะ

9. งดกินก่อนนอน ควรทานมื้อเย็นให้ห่างจากเวลานอนประมาณสามชั่วโมงคะ หลังจากมื้อเย็นแล้ว ไม่ควรทานอีกเลยคะ ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายได้เผาผลาญคะ คนที่ลดน้ำหนักสำเร็จส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับข้อนี้มากๆ คะ

10. อย่ายอมแพ้ ช่วงแรกที่ปฏิบัติเราอาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำได้ไม่ดี หรือบางคนคิดว่าเป็นเรื่องยาก เพราะบางครั้งอาหารอร่อยๆ อยู่ตรงหน้าจะอดใจยังไงไหว แต่ให้คิดอย่างนี้คะ เราไม่ได้ทำแค่ให้มีหุ่นสวย แต่เราทำเพื่อการเปลี่ยนตัวเองที่ขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ กินดี สุขภาพก็ดีตามคะ โรคภัยไม่ถามหา เราต้องอดทนคะ และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ปฏิบัตตามแผนที่วางไว้ ผ่อนคลายกับตัวเอง ไม่เคร่งเครียด หรือหย่อนหยานเกินไป และให้กำลังใจตัวเองบ่อยๆ คะ

ที่มา: health.howstuffworks.com
แปลและเรียบเรียง โดย นันทพร คำยอด


Wednesday, February 5, 2014

เรื่องน่ารู้ โทษของการดื่มน้ำมากเกินไป


สาวๆ คงรู้กันดีว่าน้ำในมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยในแต่วันเรานั้นควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วต่อวัน เพื่อผิวพรรณที่สวยงาม เปล่งปลั่ง และสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ทั้งภายในและภายนอก แต่การดื่มน้ำมากเกินไปนั้น ก็ให้โทษได้เช่นกันคะ

เมื่อเร็ว ๆ นี้กระทรวงสาธารณะสุขออกมาเตือนว่า การดื่มน้ำที่ดีควรดื่มแบบจิบเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าดื่มรวดเดียวหลาย ๆ แก้ว เพราะนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% อยู่แล้ว และเมื่อไหร่ที่ร่างกายได้รับน้ำเพิ่มเข้าไปในร่างกายอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "น้ำเป็นพิษ"

ภาวะนี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับน้ำมากเกินไปจนน้ำในเซลล์และนอกเซลล์เกิดการขาดความสมดุลกันส่งผลให้น้ำในเลือดสูง ทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดลงส่งผลทำให้ร่างกายต้องปรับสมดุลด้วยการขับแร่ธาตุอย่างโปสแตสเซียมออกไป ซึ่งพอขาดแร่ธาตุตัวนี้จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแรงเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง บางคนเป็นมากถึงทำให้เกิดอาการเกร็งในสมองจนทำให้ปอด หัวใจ และระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ซึ่งถ้าถึงจุดนี้คุณอาจเสียชีวิตได้เลยนะคะ

เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรดื่มน้ำแต่พอดี เพื่อให้สิ่งที่ดื่มเข้าไปเกิดประโยชน์ไม่ใช่เกิดผลร้ายแก่ร่างกาย ดื่มน้ำอย่างถูกวิธีจะช่วยให้สุขภาพดีตามไปด้วยค่ะ

ที่มา: www.n3k.in.th

Saturday, February 1, 2014

อาหารเพื่อผิวสวย หน้าใส


วันนี้เรานำ 6 อาหารเสริมที่ช่วยบำรุงผิวมาฝากกันคะ  นอกจากจะทำให้สาวๆ มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดูสุขภาพดีจากข้างในแล้ว ยังช่วยให้ผิวขาวขึ้นอย่างได้ผลจนคนรอบข้างต้องแปลกใจกันเลยทีเดียวละคะ

1. โปรตีนจากปลาทะเลลึก (Marine Protein) แถบประเทศนอร์เวย์ประกอบด้วยอณูอะมิโนจำเป็นต่อร่างกาย 18 ชนิด และมีอณูอะมิโนชนิดพิเศษคือ Peptoaminoglycan ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินทั้งด้านปริมาณและคุณภาพอันจะช่วยให้ผิวแต่งตึง เปล่งปลั่ง กระชับ เรียบเนียน และนวลนุ่มชุ่มชื่น

2. โคเอ็นไซม์คิวเทน (Coenzyme Q 10) สารอาหารช่วยเสริมพลังงานให้กับเซลล์ผิวต้านอนุมูลอิสระต้นเหตุของการเสื่อมสภาพและแก่ก่อนวัยของเซลล์ต่าง ๆ ทั้งยังช่วยลดและชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยที่เกิดจากแสงแดดช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์สดใสมีชีวิตชีวา

3. สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส (French Maritime Pine Bark) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างยิ่งยวด (Super Antioxidant) ช่วยต้านความชราของผิวพรรณยับยั้งการเกิดเม็ดสีที่ผิดปกติต้นเหตุของฝ้า กระ ความหมองคล้ำ ทำให้ผิวขาวเนียนสดใส และมีเลือดฝาด

4. วิตามินซี (Vitamin C) สารต้านอนุมูลอิสระลดอาการหมองคล้ำ ความร่วงโรย เสริมสร้างปริมาณและความแข็งแรงของคอลลาเจน ช่วยให้โครงสร้างผิวพรรณแข็งแรงสุขภาพดีมีความยืดหยุ่นกระชับและขาวเนียนใส

5. วิตามินอี (Vitamin E) สารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งยับยั้งความเสื่อมชราของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยให้ผิวพรรณเนียนนุ่มชุ่มชื่น สดใสและดูอ่อนวัย

6. สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract) มีสาระสำคัญคือ คาเตซินช่วยต้านอนุมูลอิสระทำให้กลไกในการฟื้นฟูสภาพผิวทำงานได้ดีสามารถขับถ่ายและล้างพิษออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น
กฎเหล็กดูแลผิวสวย ทุกครั้ง

ผู้หญิงทุกคนก็คงอยากจะอวดผิวสาวที่ขาวนวล เปล่งปลั่ง เรียบเนียน และมีชีวิตชีวาแก่สายตาทุกคู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว  เพียงรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมทั้ง 6 ชนิดดังที่กล่าวมา ร่วมกับกฎเหล็กในการดูแลความงามเหล่านี้

- อาบน้ำทุกเช้า-เย็น เพื่อปลุกเซลล์ผิวให้ตื่นตัวเปล่งปลั่ง
- ทามอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดดขณะผิวหมาดจะทำให้โลชั่นซึมซาบสู่ผิวได้ดี
- กันหรือถอนคิ้วหลังอาบน้ำผิวจะอ่อนนุ่มรูขุมขนเปิดกว้างช่วยให้ถอนได้ง่ายขึ้น
- ลงรองพื้น 10 นาทีหลังอาบน้ำ เพราะน้ำมันตามธรรมชาติจะซึมออกจากผิวนิด ๆ ช่วยให้เกลี่ยรองพื้นได้ง่ายขึ้น
- แต่งตาควรปัดมาสคาร่าเป็นอันดับแรก เมื่อขนตาดูเข้มจะทำให้ใช้อายแชโดว์น้อยลงใบหน้าก็จะดูงดงามเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
- ทาครีมบำรุงช่วงเวลา 3-4 ทุ่ม เป็นเวลาที่ผิวซ่อมแซมตัวเองรูขุมขนเปิดกว้างช่วยให้เนื้อครีมและโลชั่นซึมสู่ผิวได้ดีกว่าปกติ
- สร้างวินัยในการออกกำลังกาย หาเวลาทำกิจกรรมหรือออกกำลังกาย 15-30 นาทีทุกวัน
- ควบคุมการรับประทานให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ หลักง่ายๆ ก็คือในแต่ละมื้อควรมีผักและผลไม้อยู่ครึ่งหนึ่งของอาหารที่รับประทานและดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว
- พักผ่อนเพียงพอ ด้วยการนอนหลับลืมเรื่องราวความเครียดต่าง ๆ ก่อนเข้านอนสงบจิตใจด้วยการละวาง

และเพียงแค่ 4 สัปดาห์แรก สาวๆ ก็จะสามารถสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงจากผิวที่เคยหมองคล้ำแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น สู่ผิวที่ขาวเนียนสดใสเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลแลดูอ่อนวัยได้อย่างชัดเจนคะ

ที่มา: webboard.ladytips.com

Thursday, January 30, 2014

กินอย่างไรให้สวย


กินอย่างไรให้ "สวย"  (at office)
โดย : อ.ประณม  ถาวรเวช

บุคลิกภาพที่ดีเริ่มต้นจากสุขภาพที่ดี และสุขภาพที่ดีก็เริ่มต้นจากการกินที่ดี วันนี้เรามีเคล็ดลับ "กินให้สวย" มาฝากกัน ลองปฏิบัติดังนี้

สิ่งที่ควรเลือกรับประทานเป็นอย่างแรก ๆ ในทุก ๆ มื้ออาหาร

ผลไม้  มีงานวิจัยที่แนะนำว่าให้กินผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนในแต่ละวัน เพราะมีคุณประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งบางประเภทได้ แต่ต้องเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด ไม่มีแป้งหรือน้ำตาลมาก เพราะจะทำให้อ้วนและได้รับน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายได้

กรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย (Essential fattyacids)  หรือที่รู้จักกันว่าเป็นไขมันส่วนที่ดี จะเข้าไปช่วยทำให้ผิว ผม และเล็บดูแข็งแรง

ควรเลือกดื่มชาเขียว  ด้วยเหตุผลเดียวกับกระเทียมคือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันมะเร็งบางชนิด ทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย

อย่าลืมดื่มนม  เพราะเป็นแหล่งแคลเซียมและวิตามินดี เป็นประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกผุ

ถั่วเหลือง  ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันมะเร็ง พร้อมทั้งมีวิตามินอี และกรดอะมิโน ที่ช่วยให้ผิวเรียบลื่น ยืดหยุ่นด้วย

วิตามินซี จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันและช่วยให้ร่างกายต่อสู้โรคภัยได้ วิตามินซียังเป็นกุญแจสำคัญให้ร่างกายสร้าง คอลลาเจน อันเป็นสารเคมีที่ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและปราศจากรอยย่นอีกต่างหาก

ช็อกโกแลต  เป็นหนึ่งในอาหารที่จะช่วยให้คงความงามไว้ได้ เพราะว่าในช็อกโกแลตมีสารที่กระตุ้นเอนโดร์ฟิน และเซโรโทนิน ฮอร์โมนทั้ง 2 ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข คนจะแลดูสวยได้ก็ต้องรู้สึกสวย รู้สึกดีเสียก่อน

ดื่มน้ำ  เพราะน้ำจะช่วยให้แลดูอ่อนเยาว์ ผมเปล่งประกาย นุ่มสลวย น้ำยังช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกายอีกด้วย

อโวคาโด  เจ้าผลไม้มหัศจรรย์นี้ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสนับสนุนการผลิตเส้นใยคอลลาเจนของผิวหนังให้เรามีผิวสวยใส ปริมาณที่เหมาะสมคือบริโภคให้ได้สัปดาห์ละครั้ง หากชอบหวานก็เติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย และจำไว้ว่าอโวคาโดอุดมไปด้วยน้ำมันธรรมชาติที่มีประโยชน์ยิ่ง

แครอท พืชชนิดนี้อุดมด้วยวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและผิวหนัง เคล็ดลับคือให้เลือกซื้อแต่แครอทปลอดสารพิษและควรปอกเปลือกก่อนบริโภคเพื่อความมั่นใจ เพราะแครอทเป็นพืชที่ชาวไร่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงปริมาณมากในการเพาะปลูก

วิตามินจำเป็นต่าง ๆ  เพื่อให้แน่ใจว่าวันหนึ่ง ๆ ร่างกายเราได้รับวิตามินอย่างพอเพียง อาหารที่มีขั้นตอนการปรุงซับซ้อนหรือวิธีการเก็บรักษาทำให้สูญเสียคุณค่าธรรมชาติของอาหารไป ส้มตามซูเปอร์มาร์เก็ตเดี๋ยวนี้มีวิตามินซีเหลือเพียง 60% เพราะสูญหายไปในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ดังนั้น ควรบริโภควิตามินเสริมให้ร่างกายได้สารอาหารเพียงพอ

แอปเปิ้ล วันละผล  ผลไม้นี้อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เพคติน วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ช่วยขจัดมลพิษ ลดคอเลสเตอรอลและยังช่วยระบบการทำงานของปอดด้วย

พืชเรียกน้ำตา  หอมและกระเทียม ช่วยฟื้นฟูระบบการไหลเวียนของโลหิต ช่วยล้างพิษได้ดีที่สุด ป้องกันโรคหอบหืด

อย่าลืม โยเกิร์ต  อาหารสูตรสุขภาพตั้งแต่โบราณ ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียสองชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการย่อย คือ แลคโตบาซิลัส และเอซิโดฟิลลัส ช่วยฟื้นฟูการทำงานของลำไส้ ลดการสะสมของแก๊สในกระเพาะทำให้ท้องไม่อืดและร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น

มันฝรั่ง  หากต้องการอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 3 วิตามินซีและโปแตสเซียมล่ะก็ มันฝรั่งมีให้ครบทุกอย่าง วิธีดีที่สุดของการบริโภคก็คือการอบและบริโภคทั้งเปลือกจะได้โภชนาการที่ดีกว่า และหากต้องการเนยกับซาวครีมช่วยให้รสชาติดีขึ้นสักเล็กน้อยก็ไม่ผิดกติกา

ไฟเบอร์  มีประโยชน์และช่วยระบบย่อยอย่างมาก ช่วยให้อิ่มเร็วและไม่บริโภคอาหารอื่น ๆ เข้าไปมากเกินความจำเป็น ไฟเบอร์ช่วยชะลอความชรา ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและลดปริมาณแอสโตรเจนในกระแสเลือดซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็ง แหล่งไฟเบอร์ที่ดีคือผักและผลไม้สด ธัญพืช มันฝรั่งและขนมปังโฮลวีท แต่ก็ไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพราะจะทำให้ท้องอืดและมีผลต่อระบบลำไส้ ควรเริ่มบริโภคน้อย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจะเหมาะกว่า

ผักสดต่าง ๆ ดีต่อเส้นผม ผิวหนัง นัยน์ตาและระบบอื่น ๆ ของร่างกาย ควรพยายามบริโภคผักสด ๆ ให้มาก โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้มและผักสีสดต่าง ๆ สี หากต้องการพัฒนาความจำควรบริโภคกะหล่ำปลีต้มทุกมื้อกลางวันและเย็นจะช่วยได้ดี

น้ำผลไม้ช่วยผิวสวย  การดื่มน้ำผลไม้ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารดี ๆ ได้เร็วที่สุด เพิ่มความสดชื่นในฉับพลัน น้ำผลไม้ผสมที่ดีที่สุดก็คือน้ำแอปเปิ้ล แครอทและบีทรูท ทั้ง 3 ชนิดนี้ผสมกันอย่างละ 1 ส่วน แต่ก็ควรระลึกไว้ว่า น้ำผลไม้ไม่มีไฟเบอร์มากเท่ากับการบริโภคผักผลไม้สด ๆ ดังนั้น ก็ควรบริโภคผักผลไม้สดวันละจานเป็นอย่างน้อย

ปลาเพื่อสุขภาพ  โดยเฉพาะปลาที่อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 เช่น แซลมอล แมคเคอเรลและทูน่า ทั้งหมดนี้มีไขมันช่วยระบบการทำงานของเซลล์ผิวหนัง ลดความดันโลหิต การบริโภคปลาสัปดาห์ละครั้งจะลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงได้ถึง 50% แคลเซียมจากปลายังมีประโยชน์ต่อผิวหนัง กระดูกและฟันอีกด้วย

อย่าลืม ถั่วต่างๆ ถั่วอุดมด้วยสารอาหารมีประโยชน์เช่นเดียวกับผักและผลไม้สด เป็นของขบเคี้ยวยามว่างที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 1 และแมกนีเซียม ซึ่งมีผลดีต่อระบบประสาท หากไม่ชอบถั่วก็เปลี่ยนเป็นเนยถั่วหรือนมถั่วเหลืองแทน เลี่ยงจากถั่วอบเกลือซึ่งจะเคี้ยวเพลินจนโซเดียมในร่างกายสูงเกินไป ถั่วที่แนะนำคือฮาเซลนัทที่มีโปรตีนสูงที่สุด บราซิลนัทมีเซเลเนียมสูงช่วยชะลอความชราได้ดี

ไข่เพื่อสุขภาพ  อาหารชนิดนี้อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียมเหล็ก สังกะสีและวิตามินบี 3 สิ่งที่ควรระวังก็คือ หากเป็นไข่เก่าอาจมีแบคทีเรียซาลโมเลลาที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นควรเลือกซื้อไข่ไก่สดใหม่ที่ปลอดสารพิษและไม่ควรบริโภคไข่ดิบ ๆ

เลือก ไก่ ดีที่สุด  ไม่ว่าใครจะบอกว่าอย่างไร ไก่ก็เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำที่สุดในเนื้อสัตว์ทั้งหมด และยังมีวิตามินสูงด้วย  และยิ่งลอกหนังออกด้วยแล้ว ก็จะปลอดภัยมากขึ้น

บร็อคโคลี่ นอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว ยังช่วยทำความสะอาดร่างกาย และอุดมด้วยธาตุเหล็กและสารต้านอนุมูลอิสระ

กินแบบป๊อปอายกันดีกว่า  เรียนรู้ที่จะรัก โอลีฟ ออยล์ หรือน้ำมันมะกอก ซึ่งอุดมด้วยคอเลสเตอรอลชนิดดี ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคของหัวใจ พรมน้ำมันนี้ลงในน้ำสลัดเล็กน้อยก่อนบริโภคทุกครั้ง

พริกมีประโยชน์  พริกทุกชนิดอุดมด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะพริกแดงและเหลือง มีวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 4 เท่า วิธีบริโภคให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือกินสด ๆ จะช่วยให้สุขภาพดีของผิวหนัง เหงือกและเส้นผม

กล้วยช่วยสุขภาพ  ดีที่สุดหากกินตอนสุก กล้วยอุดมด้วยโปแตสเซียมและวิตามินซี ช่วยป้องกันแผลพุพองของผิวหนัง ลดคอเลสเตอรอล และช่วยขจัดพิษจากโลหะที่สะสมค้างอยู่ในร่างกาย เหมาะที่จะเลือกเป็นอาหารเช้า

ที่มา: health.kapook.com

วิตามินอี (E) ความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


วิตามิน อี (Vitamin E) หรือ Tocopherol เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้  จำเป็นจะต้องได้รับจากการรับประทาน  วิตามิน อี  มีอยู่ในอาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก  ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้  วิตามิน อี  มีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลืองและละลายได้ในนำมัน  เช่นเดียวกับ วิตามิน  เอ  ดี  และ เค

ประโยชน์ของ วิตามิน อี  ต่อร่างกายของคนเรา

วิตามิน อี  เป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก  สาทิศ  อินทรกำแหง  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น กูรูชีวจิต ได้กล่าวเรื่องวิตามิน อี  ของบทความเรื่อง  วิตามิน – วิตามิน  ในนิตยสาร  ชีวจิต  ฉบับที่ 64  ปีที่ 32  1มิถุนายน  2544  หน้า  58 – 60  ปัจจุบันมีการโฆษณากันอย่างกว้างขวาง  ทั้งทางแผ่นพับต่าง ๆหนังสือพิมพ์  โทรทัศน์  และทางเวบไซท์ต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งมีการโฆษณาถึงคุณประโยชน์ของวิตามิน อี  จนเกินเหตุ  เช่น สามารถทำให้คนเราดูเป็นหนุ่มสาวขึ้น  ทำให้มีการขายวิตามิน อี กันอย่างกว้างขวางและขายราคาแพงเกินกว่าประโยชน์จริง ๆ  เช่นกัน  ซึ่งเราควรจะต้องใช้ความคิดพิจารณาให้รอบคอบจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเหล่านั้น

ความจริงที่เกี่ยวกับ  วิตามิน อี  คือ

1. โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราไม่ค่อยจะขาด วิตามิน อี  เพราะอาหารต่าง ๆ ที่เรากินในแต่ละวันนั้น  โดยเฉพาะ โปรตีน  ไขมัน  พืชผัก  ผลไม้  มักจะมีวิตามิน อี  อยู่ในอาหารเหล่านั้นอยู่แล้ว  และวิตามิน อี ที่อยู่ในอาหารนั้น ๆ จะสะสมอยู่ในร่างกายของเราได้นาน ๆ

2. หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของวิตามิน อี  คือ เป็นตัวแอนตีออกซิแดนท์ (Antioxidant)  ซึ่งแปลว่า  เป็นตัวทำให้เกิด ออกซิเดชัน (Oxidation)  หมายถึง การเผาผลาญโดยมีออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยา  การเผาผลาญในร่างกายโดยทั่ว ๆ ไปเป็นการเผาผลาญโดยธรรมชาติ  ก่อให้เกิดประโยชน์และการหมุนเวียนในร่างกายตามปกติ  แต่การเผาผลาญบางอย่าง  เช่น การที่มีสารพิษหรือท็อกซินในร่างกาย  การมีไขมันชนิดเลวสะสมมาก ๆ ในร่างกาย  การถูกรังสีเอกเรย์  การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า ฯลฯ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free radicals) ชนิดต่างๆ ตามมา

ผนังเซลล์ของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายของเรา  มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นโครงสร้างที่สำคัญอยู่ด้วย ซึ่งโครงสร้างนี้จะถูกทำลายได้ง่ายด้วยกระบวนการ ออกซิเดชัน ส่งผลให้เกิด อนุมูลอิสระ   ต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างภายในของเซลล์ ที่สัมผัสกับอนุมูลอิสระทำให้เกิดพิษและความเสียหายต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  การที่เรามีสารยับยั้ง  การเผาผลาญที่เป็นโทษต่อร่างกายแบบนี้  จึงเป็นการยับยั้งพิษร้ายในร่างกาย  และเป็นการต่ออายุให้ยืนยาวด้วย สารยับยั้งเหล่านี้  จึงเรียกว่า แอนติออกซิแดนท์    มีวิตามินซึ่งเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์  4  ตัว  คือ  วิตามิน  A  C  D  และ  E  วิตามิน  อี  จึงเป็นแอนติออกซิแดนท์  ที่สำคัญตัวหนึ่ง  และโดยเหตุที่ช่วยการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายหลายระบบ  วิตามิน อี  จึงเป็นวิตามินตัวสำคัญที่สุดที่ร่างกายขาดไม่ได้

3. วิตามิน อี  เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด  เป็นตัวช่วยสร้างกล้ามเนื้อ  แต่วิตามิน อี  ไม่ใช่เป็นยาบำรุงเลือด  โดยเฉพาะเมื่อเกิดการผิดปกติในกระบวนการ  Hemolysis  คือการที่เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นลงกว่าเดิม ซึ่งปกติเม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน ก็จะต้องถูกขับออกจากร่างกาย  กระบวนการที่สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่  และเม็ดเลือดแดงเจริญเติบโต  และทำงานจนหมดอายุขัย กระบวนการเหล่านี้เรียกว่า  Hemolysis  แต่ในบางครั้งสำหรับบางคน  เกิดการผิดผลาดในกระบวนการ Hemolysis  เม็ดเลือดแดงยังไม่หมดอายุก็ถูกทำลายลงก่อน  ทำให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยลง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ซึ่ง วิตามิน อี  ก็จะช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด  แต่ วิตามิน อี ไม่ใช่เป็นยาบำรุงเลือด

 4. วิตามิน อี  ยังเป็นตัวช่วยระบบกล้ามเนื้อและการทำงานของตับ  เวลาเราเคลื่อนไหว  ทำงานต่าง ๆ ต้องออกแรง  กล้ามเนื้อต้องใช้เลือดมากมายเพื่อเป็นพลังงานสำหรับกล้ามเนื้อ  ก็เท่ากับว่าวิตามิน อี  เป็นตัวสร้างเลือดสำหรับกล้ามเนื้อด้วย

5. วิตามิน อี  มีส่วนช่วยบำรุงตับ  ตับต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมากมาย  วิตามิน อี จึงเป็นตัวสำคัญ ในการทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดของตับด้วย

6. วิตามินมีส่วนช่วยการกายหายใจ  โดยเฉพาะช่วยปอด  ปอดเป็นตัวช่วยปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกจากเลือดและ รับแก๊สออกซิเจนจากการหายใจเข้าสู่เลือดทำให้เลือดแดง  ก็เท่ากับวิตามิน อี  เป็นตัวสำคัญในการฟอกเลือดของปอดด้วย

 เนื่องจาก วิตามิน อี  มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง และที่สำคัญเป็นแอนติออกซิแดนท์  ซึ่งทำให้เซลล์ต่าง ๆ รอดพ้นจากท็อกซิน  จึงมีผู้ที่นิยมพูดกันว่า  วิตามิน อี  ช่วยชะลอความแก่ได้  ซึ่งที่จริงแล้ว  วิตามิน อี  มีประโยชน์ต่อผิวหนัง  โดยเหตุที่วิตามิน อี สามารถละลายได้ในน้ำมัน  จึงเพียงแต่ทำให้ผิวหนังดูสดใสสดชื่น  จึงทำให้เข้าใจไปว่า วิตามิน อี  เป็นยาที่รักษาความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้

แหล่งอาหารที่มี วิตามิน อี

สาทิศ  อินทรกำหง  กล่าวว่า  ที่จริงแล้ววิตามิน อี มีอยู่ในอาหาร ที่เรารู้จักกันดี  อาหารที่มีวิตามิน อี เช่น  น้ำมันพืช  จมูกข้าว  ปลา  ข้าวที่ไม่ขัดขาว  ถั่ว  ผักโขม  บร็อคโคลี  คะน้า  น้ำมันพืช  ไข่  ถั่วเหลือง ตัวที่ทำลายวิตามิน อี    ตัวที่สามารถทำลาย วิตามิน อี  ได้ คือ   ความร้อน ออกซิเจน  อากาศที่เย็นแข็ง  สารรักษาอาหาร   ธาตุเหล็ก  คลอรีน  ฯลฯ

ที่มา: edtech.ipst.ac.th

Monday, January 20, 2014

สวยและมีสุขภาพดีต้อนรับตรุษจีน


ในยุค "สุขภาพนิยม" ที่มีวิธีการดูแลสุขภาพหลากหลายแบบให้คนรักสุขภาพเลือกมาใช้ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชีวจิต โยคะ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีการดูแลสุขภาพแตกต่างกันไป

สำหรับคนรักสุขภาพ ยังมีการดูแลตัวเองอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย เป็น "การดูแลตนเองแบบจีน" ที่ให้ความสำคัญกับร่างกาย จิตใจ ความสมดุล และความสวยงามจากภายในสู่ภายนอก (Body, Mind, Balance, Buauty) เป็นศาสตร์ง่ายๆ ที่ดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งป้องกัน บำรุง และเสริมสร้างภูมิต้านทานต่างๆ ให้แก่ร่างกาย

เริ่มต้นที่ ร่างกาย (Body) เมนูบำรุงสุขภาพ ควรเป็นเมนูที่เต็มผลไม้และสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น องุ่น ส้ม ที่อุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และเห็ดหลินจือ หรือเห็ดเหมือนปี ที่ชาวจีนเชื่อกันว่าจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว และช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

ต่อมาคือ "จิตใจ" (Mind) ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากความเหนื่อยล้า จะนำมาซึ่งจิตใจที่สงบ สมองที่ปลอดโปร่ง ช่วยให้ความจำดี จะทำอะไรก็มีความสุข ผลไม้มหัศจรรย์ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสมอง อย่างโสม แป๊ะก๊วย บลูเบอรี่ ก็เป็นผลไม้ที่คนรักสุขภาพไม่น่าพลาด

ส่วน "ความสมดุล" (Balance) ความสมดุลของร่างกายและจิตใจตามหลักหยิน-หยาง จะนำมาซึ่งความสุขกายสบายใจ การรับประทานผลหม่อนที่มีความพิเศษตรงที่ช่วยระบายความร้อนในร่างกาย น้ำเสาวรสช่วยให้หลับสบาย ส้มช่วยระบบย่อยในร่างกาย จะช่วยให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ

ปิดท้ายการดูแลตัวเองแบบจีนด้วย เรื่องความงาม (Buauty) เมื่อร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง ยิ่งมีผิวที่สดใสอมชมพูก็ยิ่งเสริมสร้างความมั่นใจให้ไม่น้อย "สตรอเบอรี่" ผลไม้แห่งความรัก ที่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1, 2 และเก๋ากี๊ จะช่วยบำรุงผิวพรรณได้ และช่วยบำรุงสายตาด้วย


ที่มา: women.thaiza.com

Sunday, January 12, 2014

"สับปะรด" ผลไม้เพื่อสุขภาพ


หลายคนที่ชอบทานผลไม้โดยเฉพาะสับปะรด คุณรู้ไหมว่า ประโยชน์ของสับปะรดมีดีต่อสุขภาพ มากแค่ไหน หากคุณยังไม่รู้วันนี้เราจึงนำเอาความรู้เกี่ยวกับ ประโยชน์ของสับปะรด มาบอกกล่าวกันค่ะ

1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง รับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซีที่สำคัญคือ วิตามินซีช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นจึงเป็นการเพิ่มแรงต้านโรคให้แก่ร่างกาย แต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากนัก

2. ช่วยในการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารมากซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

3. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้สารแอนตี้ออกซิแดนต์ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

4. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำและลดการสูบบุหรี่ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งเต้านมเพราะสับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการก่อมะเร็ง และจากการศึกษาพบว่า เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งรังไข่

5. ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็ง ได้ถึง 20%

6. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินซีสูงที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้

7. ช่วยยับยั้งการอักเสบ เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยยับยั้งการอักเสบทั้งนี้ ชาวอเมริกาใต้โบราณ ใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผล

หมายเหตุ : แม้ว่าสับปะรดจะมีประโยชน์มากแต่ก็ควรกินพอประมาณ เช่น วันละหนึ่งชิ้น และกินผลไม้อื่น ๆ ให้หลากหลายด้วยเพราะการกินอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมให้ผลเสียทั้งนั้น

ที่มา: www.n3k.in.th

Friday, January 10, 2014

เคล็ดลับหน้าใสรับวันเด็ก


การมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าใสอ่อนกว่าวัย ผิวเนียนนุ่มเหมือนเด็ก คงเป็นความฝันของสาวๆ หลายคน จริงๆ แล้วฝันนี้ทำให้เป็นจริงได้ง่ายๆ คะ โดยปฏิบัติตามเคล็ดลับหน้าใสจากสาวๆ เแดนอาทิตย์อุทัย

สาวๆ ญี่ปุ่นนั้นจะใส่ใจกับการดูแลตัวเองเป็นอย่างมาก พวกเขาจะสอดแทรกการดูแลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ลงในไลฟ์สไตล์ประจำวัน โดยมีวิธีง่ายๆ ดังนี้คะ

กินพออิ่ม ชาวญี่ปุ่นยึดถือหลักการดูแลสุขภาพของ ไคบาระ เอ็กเค็ง (นักปราชญ์ยุคเอโดะ) มาช้านาน ซึ่งแนะนำให้กินแค่พออิ่มหรือกินอิ่มร้อยละ 80 แล้วเน้นอาหารที่มีไขมันต่ำ ทั้งปลา เต้าหู้ ข้าว ผัก และผลไม้ โดยใช้กรรมวิธีการปรุงไม่มาก เช่น นึ่ง ย่าง ต้ม ผัดเร็วๆ วิธีนี้ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี ทำให้ไม่อ้วนจนสุขภาพทรุดโทรมและดูแก่

จิบชาเขียว สารฟลาโวนอยด์ โพลีฟีนอล และคาเทชิน (catechin) ในชาเขียว ช่วยต้านฟรีแรดิคัล (free radical) ในร่างกาย ที่เป็นตัวการทำร้ายเซลล์ผิวจนเกิดริ้วรอยบนใบหน้า

เดินแทนใช้รถ เช่น ไปทำงาน ไปทำธุระตามสถานที่ที่ไม่ไกลมากนัก การเดินเป็นการออกกำลังกายที่สร้างความสดชื่น และกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะกระตุ้นให้ใบหน้ามีเลือดฝาด

สังสรรค์ผ่อนคลาย หลังเลิกงานหรือช่วงวันหยุด ควรหาเวลาพักผ่อนกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เมื่อหายเครียดจากงานหรือชีวิตที่เร่งรีบ จะช่วยลดการเกิดฟรีแรดิคัลและท็อกซินในร่างกาย

กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำงานให้สมดุลแบบชีวจิตเป็นสุดยอดเทคนิคเพิ่มหน้าอ่อนใสได้สุขภาพเช่นเดียวกันค่ะ

ที่มา: women.mthai.com

Friday, January 3, 2014

4 อาหารลดไขมันรอบเอว


เจ้าความอ้วนนั้น เป็นตัวการร้ายที่ไม่ว่าจะทำยังไง ก็ไม่ยอมหายไปจากชีวิตของเราสักทีนะคะคุณสาวๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณรอบๆ เอวของตัวเรา แต่อย่าเพิ่งหมดหวังคะ วันนี้เรามีอาหารลดไขมันรอบเอวมาฝากกันคะ

มีผลการค้นคว้าวิจัยออกมาแล้ว ว่าอาหารเหล่านี้สามารถะช่วยลดปริมาณไขมันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณไขมันรอบๆ เอว หรือที่ใครๆ หลายคนมักจะเรียกจนติดปากว่า ห่วงยาง นั่นเองแหละค่ะ ….



1. อะโวคาโด : อุดมไปด้วยสารเบตาซิสโตสเตอรอล ซึ่งช่วยในการดูดซึมของคอเลสเตอรอล มีเส้นใยอาหาร ทั้งชนิดที่ละลายน้ำ ซึ่งจะช่วยในการขจัดเจ้าคอเลสเตอรอลส่วนเกินให้ออกไปจากร่างกาย และชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งจะช่วยในการป้องกันอาการท้องผูก ปริมาณของอะโวคาโดที่แนะนำให้รับประทานต่อ 1 วัน คือ ครึ่งถ้วย



2. บร็อกโคลี่ : นักค้นว้าวิจัยได้ระบุเอาไว้ว่า สารอาหารที่อยู่บร็อกโคลี่อย่างแคลเซียมนั้น จะช่วยทำให้ร่างกายสามารถที่จะเผาผลาญแคลอรีที่ได้สะสมเอาไว้จนเป็นไขมันส่วนเกินได้ และบร็อกโคลี่ก็เป็นผักที่เป็นแหล่งของสารอาหารอย่างแคลเซียม ซึ่งไม่มีไขมันอยู่เลย ปริมาณของบร็อกโคลี่ที่แนะนำให้รับประทานต่อ 1 วัน คือ 1 ถ้วยครึ่ง ถึง 2 ถ้วย



3. ถั่วและเมล็ดพืชต่างๆ : ในถั่งแล้วเมล็ดพืชต่างๆ จะมีสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน ปริมาณแนะนำให้รับประทานต่อ 1 วัน คือ 2 ช้อนโต๊ะ



4. น้ำมัน : ควรจะเลือกกินน้ำมันที่มีประโยชน์ในการช่วยลดน้ำหนักได้ น้ำมันพืชต่างๆ ที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันชา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน ปริมาณแนะนำให้รับประทานต่อ 1 วัน คือ 1 ช้อนโต๊ะ

นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วย ก็คือต้องทำการออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีความสวยสดใสอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ …

ที่มา: www.shape.in.th

Wednesday, December 18, 2013

เคล็ดลับหน้าอ่อนกว่าวัย


ใครๆก็อยากมีอายุยืนยาว เป็นหนุ่มเป็นสาวพันปี หมื่นปี และมีใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ผิวพรรณผ่องใส เนียนนุ่มเหมือนทารกแรกเกิด จริงๆ แล้วใครๆ ก็ทำได้คะ ลองอ่านเคล็ดลับนี้ดูสิคะ

 1. บริหารสมองเป็นประจำไม่ให้ฝ่อหรือเสื่อมไว ทำได้ด้วยการอ่านหนังสือ หรือฟังเพลง ดูหนัง หรืออาจเล่นเกมไขปริศนาอักษรหรือ crosswords น่าสนุกดีออก

 2. เสริมร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และเสริมสร้างร่างกายด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย และหมั่นไปออกกำลังกาย วิ่งไล่จับหรือปั่นแปะบ้างก็ได้ ขืนอยู่นิ่ง ๆ นาน ๆ จะเป็นอัมพาตเอานะ

3. ห้ามโดนแสงแดดแรงจัด นาน ๆ ถ้าคุณไม่เคยทำตัวเป็นคุณนายถือร่มกันแดดกันลมติดตัวตลอดเวลาก็ทำซะเถิด ไม่งั้นก็ต้องพึ่งครีมกันแดดแล้วล่ะคะ

 4. แวดล้อมไปด้วยเพื่อนดี ๆ เชื่อเถอะอยู่ท่ามกลางฝูงชน จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจเบิกบานสดใส ถ้ากำลังมีเรื่องมีราวอะไรทุกข์ใจ อยากระบายความในใจก็ทำได้ ทันที หายเครียดเร็วเป็นปลิดทิ้ง โอ้ย อย่างนี้ไม่ชอบได้ไงละ

 5. ขยันทำสมาธิ และควบคุมน้ำหนักตัวเอง ทำได้เท่านี้จิตใจก็เป็นสุข แล้วหละ

ที่มา: www.shape.in.th

Friday, December 13, 2013

อาหารที่มีปริมาณไขมันต่ำ สามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ ?


ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยค่ะว่า คนส่วนใหญ่ที่มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นนั้น ไม่ใช้เพียงแค่เพราะว่ากินอาหารที่มีปริมาณของไขมันที่มากจนเกินไปหรอกค่ะ แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะว่าได้กินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลที่มากจนเกินไปต่างหากล่ะคะ เพียงเพราะกลัวว่าตัวเองนั้นจะกินอาหารที่มีไขมันมากจนเกินไป ก็เลยต้องไปกินอาหารอย่างอื่น หรืออาหารพวก Fat Free กันแทน แถมยังกินในปริมาณที่ไม่อั้นด้วย เพราะมีความคิดที่เชื่อว่าถึงจะกินเยอะยังไงก็คงจะไม่อ้วนหรอก แต่นั่นแหละเป็นตัวการที่ไปเพิ่มน้ำหนักของตัวคุณเองแทนที่จะลดค่ะ

นอกจากนี้แล้ว อาหารที่มีปริมาณไขมันต่ำกว่า 20% จะทำให้คุณมีความรู้สึกว่าไม่อิ่ม และยังสามารถได้กินในปริมาณที่มากกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ การกินอาหารที่มีปริมาณไขมันอย่างพอดี จะช่วยทำให้คุณมีความรู้สึกอิ่ม และพึงพอใจกับการกินครั้งนั้นๆ ทำให้ไม่อยากอาหารเร็วจนเกินไปคะ

อาหารที่มีปริมาณไขมันต่ำ หรือ Fat Free นั้นก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของเราด้วย เพราะเป็นการเพิ่มอัตราความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ซึ่งจะทำให้ไขมันที่เป็นไขมันชนิดดีในเส้นเลือดมีปริมาณที่ลดลง และจะไปกระตุ้นระดับของไตรกลีเซอไรด์ และยังจะเพิ่มอัตราความเสี่ยงของการเป็นโรคเกาต์และโรคนิ่วอีกด้วยนะคะ และที่สำคัญการลดปริมาณของไขมันมากจนเกินไปทุกวัน ก็จะทำให้ร่างกายนั้นต้องไปเอาไขมันในร่างกายมา ใช้ในรูปของเอนไซม์ซึ่งเรียกว่า ไลโปโปรตีนลิปพาส ซึ่งจะไปช่วยเพิ่มปริมาณในการกักเก็บไขมันภายในร่างกายให้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ดีต่อสุขภาพเท่ากับว่าได้รับไขมันจากอาหารเช่นกันเลยค่ะ

นอกจากนี้อาหารที่ปราศจากไขมัน ก็จะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารไฟโตเคมิเคิลช่วยในการต่อต้านโรคที่มีอยู่ในผักและผลไม้ เช่น การราดน้ำสลัดที่ไม่มีไขมันนั้น จะทำให้ความสามารถในการดูดซึมสารอาหารจากผักต่างๆ ลดลง เนื่องจากว่าสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ จะต้องมีไขมันเพื่อช่วยในการดูดซึมสารอาหารเหล่าไปใช้ในร่างกายด้วยคะ

ที่มา: www.shape.in.th

Thursday, December 12, 2013

มหัศจรรย์แห่งเชียร์บัตเตอร์ (Shea Butter)


กระแสตอนนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นหลายบริษัทได้สั่งเชียร์บัตเตอร์เข้ามาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง เพราะผลทดลองทางเคมีรับรองว่าสามารถช่วยในด้านผิวพรรณ โดยเฉพาะผิวที่แห้งและแพ้ง่าย นั่นก็กลายเป็นโชคดีของชาวบ้านทางตอนเหนือของชาวกาน่า ทางแอฟริกาตะวันตก เพราะเชียบัตเตอร์ที่พวกเขาปลูกสามารถทำรายได้หลักให้ครอบครัว นำมาจุนเจือรายจ่ายต่างๆ

เชียบัตเตอร์เป็นสารสกัดธรรมชาติ จากเชียนัท (shea nut) เมล็ดที่ได้จากต้น African shea tree อันเป็นพืชพื้นเมืองของพวกชาวแอฟริกา คุณค่าทางโภชนาการที่ได้จากน้ำมันเชีย เหมือนสมุนไพรชนิดพิเศษที่ให้วิตามิน A, D, E, F, โปรตีนและใยอาหาร สามารถเข้าดูแลถึงชั้นผิวในสุด ช่วยฟื้นฟูผิว ปกป้องเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ผิวแห้ง ผิวแตก และช่วยลบรอยเหี่ยวย่น กระตุ้นเซลล์ผิวให้มีชีวิตชีวา ยืดหยุ่น ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน ช่วยฟื้นฟูผิวจากรอยแผลเป็น ต่อต้านการอักเสบจากรอยแผล ผิวแตกลายจากการขยายตัวเช่น จากความอ้วน หรือคุณแม่ตั้งครรภ์, รอยแผลเป็นจากความร้อน เชียบัตเตอร์เป็นสารบริสุทธิ์ จึงดีต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง



เมื่อเราอายุมากขึ้นเซลล์ผิวหนังจะเป็นรูมากขึ้นและยืดหยุ่นน้อยลง เมื่อใช้เชียบัตเตอร์ซึ่งจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและทำให้เซลผิวหนังกลับมายืดหยุ่นดังเดิม และเมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอเซลล์ผิวจะปล่อยให้ความชื้นซึมผ่านเซลล์เข้ามาใน ขณะเดียวกันก็จะรักษาความชื้นให้คงอยู่ได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ เชียบัตเตอร์ คือ ครีมวิตามินเอจากธรรมชาติแท้ๆ วิตามินเอนี้จะช่วยปรับสภาพและฟื้นฟูผิวไม่ว่าจะเป็นรอยเหี่ยวย่น (wrinkle) ผื่นคัน (eczema) ผิวหนังอักเสบแบบไม่ร้ายแรง (dermatitis) ยังให้ผลดีกับอาการแพ้ที่ผิวหนัง แมลงกัดต่อย แดดเผา (sunburn) หิมะกัด (frostbite) และอาการทางผิวหนังอื่นๆ

ทุกๆ บ้านควรจะมีเชียบัตเตอร์ ครีมสารพัดประโยชน์ติดบ้านไว้สัก 1 กระปุก ไม่ว่าจะเอาไว้ใช้เป็นครีมบำรุงผิวเป็น moisturize หรือครีมหน้าใส ลดรอยเหี่ยวย่น หรือจะใช้สำหรับรักษาอาการทางผิวเล็กๆ น้อยๆ แมลงสัตว์กัดต่อยโดยไม่มีอันตราย เรียกได้ว่า "Shea Butter" คือเพื่อนที่ดีที่สุดของผิวหนังเลยละคะ

สำหรับสาวๆ  ที่สนใจอยากจะทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จากเชียบัตเตอร์เพื่อบำรุงผิวพรรณ เราขอแนะนำ Shea butter soap bio - Lavande และ Shea butter soap bio - Rose สบู่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว กระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้เพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บความชื้น ผิวนุ่มและเนียนขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนอะหนะ ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ผสมผสานกลิ่นหอมจากดอกกุหลาบและลาเวนเดอร์ อาบสะอาดและหอมติดทนนานตลอดทั้งวัน

สามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com