Showing posts with label พลังงานที่ใช้ประจำวัน. Show all posts
Showing posts with label พลังงานที่ใช้ประจำวัน. Show all posts

Wednesday, April 8, 2015

พลังงานที่กิน พลังงานที่ใช้

หลายคนคงเคยได้ยินและคุ้นชินกับคำว่าแคลอรี่ แต่แน่ใจนะว่าคุณเข้าใจแล้ว?

ถ้าจะให้ผมอธิบายคำว่า แคลอรี่ ให้ง่ายๆ ผมก็อยากให้คุณนึกว่า
ร่างกายเรานั้นก็เหมือน รถยนต์ 

อาหารที่กินเข้าไปก็เปรียบเหมือนเป็น น้ำมัน
เวลาที่รถวิ่งก็เหมือนที่ร่างกายเราขยับ รถเผาผลาญน้ำมัน ร่างกายก็เผาผลาญอาหาร
โดยมีหน่วยของพลังงานอาหารและพลังงานที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว เรียกว่า "แคลอรี่"

ซึ่งถ้ากินอาหารมาก ร่างกายก็ได้รับแคลอรี่สูง เมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ก็มีการใช้แคลอรี่ต่ำ ส่วนต่างนี้เองที่ถูกสะสมไปเป็นไขมันในตัวเรา 

ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้น้ำหนักขึ้นก็ต้องกินให้เท่ากับที่ใช้พลังงาน อยากลดน้ำหนักก็ต้อง กินให้น้อยกว่าที่ใช้ 

ข้อเท็จจริงก็คือ คนเราต่อให้ต้องนอนอยู่เฉยๆทั้งวัน ร่างกายก็ต้องการพลังงานที่ใช้ในการทำให้หัวใจเต้น อวัยวะภายในทำงาน ซึ่งก็ใช้พลังงานจากตรงนี้สูงอยู่แล้ว และเมื่อบวกกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เราก็จะมีต้นทุนใช้พลังงานพื้นฐานอยู่แล้ว ประมาณได้ดังนี้

หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป คือ 1,600 แคลอรี
ชายวัยทำงานอายุ 25- 60 ปี และวัยรุ่นหญิงชาย 14 -25 ปี คือ 2,000 แคลอรี
ผู้ที่ที่ใช้พลังงานมาก เช่น เกษตรกร,ผู้ใช้แรงงาน,นักกีฬา คือ 2,400 แคลอรี่

หรือใช้โปรแกรมคำนวณให้ละเอียดมากขึ้นได้ตามลิงค์


ฉะนั้นหมายความว่าถ้ากินอาหารเข้าไปไม่เกินพลังงานที่เราต้องการ แม้จะไม่ได้ออกกำลังกายเลยก็จะไม่ทำให้เราอ้วนขึ้นแม้แต่กรัมเดียว

*** การลดความอ้วนโดยนับแคลอรี่เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีความเข้าใจกลับทำร้ายสุขภาพคุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น ถ้าน้ำอัดลมแก้วนึงมีแคลอรี่ 130 แต่นมกล่องนึงมีแคลอรี่ 170 ถ้าดูที่แคลอรี่อย่างเดียวคนที่ไม่มีความรู้ก็จะเลือกดื่มน้ำอัดลมเพราะมีแคลอรี่น้อยกว่า  แต่น้ำอัดลมมีแต่น้ำตาลไม่มีวิตามิน ไม่มีโปรตีน ฉะนั้นถ้าดันไปกินแต่ขนม น้ำหวาน แม้แคลอรี่ต่อวันจะไม่เกิน แต่ร่างกายก็จะไม่มีโปรตีนไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่มีวิตามิน ไม่มีไฟเบอร์ ฯลฯ สารอาหารต่างๆที่จะมาช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ
โดยสัดส่วนการบริโภคอาหารนั้นคือ คาร์โบไฮเดรต 55% โปรตีน 15% ไขมัน 30%
ฉะนั้นรู้กันแล้วก็ควรระวัง กินอย่าให้เกินที่ร่างกายใช้ อย่าเลือกกินของหวานแทนอาหารมื้อหลัก และถ้าเป็นไปได้ก็ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะมีปัญหาน้ำหนักตัวหรือไม่ก็ตาม

โดยมีคำแนะนำในการวางแผนลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย คือไม่เกินเดือนละ 2 กิโลกรัม เพราะถ้ามากกว่านั้น อาจจะทำให้เสียสุขภาพ ทำได้ไม่ยั่งยืน และเกิดอาการโยโย่ในที่สุด

ทีนี้เรามาดูกันว่าเราต้องเผาผลาญพลังงานมากเพียงใด ถึงจะลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม โดยปกติแล้วในสูตรคำนวณจะใช้ว่า ไขมัน 1 กิโลกรัมนั้นเทียบได้กับพลังงาน 7,700 แคลอรี่ครับ (หลายคนคงสงสัยบอกไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้นไขมัน 1 กิโลกรัมก็ต้องใช้พลังงาน 9,000 แคลอรี่ซิ แต่เนื่องจากไขมันในร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบด้วย จึงให้พลังงานประมาณ 7,700 แคลอรี่ต่อไขมัน 1 กิโลกรัม)

นี่เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์คร่าวๆ แต่ร่างกายเรานั้นซับซ้อนมาก เช่น ถ้าเราเผาผลาญต่อวันที่ 1,600 แคลอรี่แล้วเราเลือกจะลดอาหารเพียงอย่างเดียว โดยตั้งเป้าจะกินวันละ 1,600-550 = 1,050 แคลอรี่ ซึ่งเมื่อเราจำกัดอาหารเราก็ไม่มีพลังงานมาใช้ (สมองเราใช้พลังงานได้จากแป้งเท่านั้น ถ้าเรากินไม่พอก็จะเกิดอาการเบลอ) ภูมิคุ้มกันก็จะต่ำทำให้ป่วยง่าย ฮอร์โมนทำงานไม่ปกติ(เพราะไขมันจำเป็นต่อร่างกายเราแต่เราดันไปกลัวจนไม่กินเลย) โปรตีนไม่เพียงพอไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ การเผาผลาญเราก็จะลดต่ำลง ทำให้แม้เรากินน้อยกว่าเดิมก็อาจเกิดภาวะโยโย่ หรือน้ำหนักตัวพุ่งขึ้นสูงกว่าเดิม สมาคมเวชศาสตร์การกีฬาของอเมริกาจึงแนะนำว่าคนเราไม่ควรบริโภคต่ำกว่าวันละ 1,200 แคลอรี่

ฉะนั้นทางที่ปลอดภัย ได้ผล และยั่งยืนที่สุดคือการเลือกเพิ่มการใช้พลังงาน ออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ และทำเพียงการเลือกอาหารไม่ใช่การอดอาหาร (เพราะจริงๆแล้วถ้าเรากินข้าววันละ 3 มื้อมื้อละจาน จะให้พลังงานเฉลี่ยเพียง 1,200 แคลอรี่เท่านั้น ยังเหลือให้กินผลไม้และชนมได้นิดหน่อยด้วยซ้ำ )

รู้อย่างนี้กันแล้วก็ขอให้ กินกันได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องมาอดอาหารให้เสียสุขภาพกันแล้วนะครับ

ที่มา: fit-d.com