สาวๆ คนไหนที่อยากฝึกสมองให้ Active วันนี้เรามีกิจกรรมดีๆ มานำเสนอคะ เป็นกิจกรรมที่สาวๆ สามารถทำได้เอง วันหยุดว่างๆ ลองทำดูนะคะ
All about wellness and activities such as พิลาทิส pilates bangkok or YogaFly Bangkok โยคะ ฟลาย, everything about diets and athletic lifestyle. Our studio The Balance Pilates Studio & YogaFly offers you the best equipment and the best professionals in Thailand. We are specialist in weight loss and in back problems and the problems of a your workstation as is "Office Syndrome"
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Thursday, July 31, 2014
Friday, May 9, 2014
เลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม ถูกใจ ได้สุขภาพ
นอกจากความชอบและความถนัดแล้ว ทราบไหมคะว่าเราควรเลือกรูปแบบการออกกำลังกายอย่างไร เพื่อเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดออกกำลังกายแบบไหนเหมาะกับคุณ
หลักการเลือกรูปแบบการออกกำลังกายต้องทำความเข้าใจว่า กีฬาหรือการออกกำลังกายแต่ละชนิดให้ผลต่อร่างกายต่างกัน เช่น เต้นแอโรบิกให้ผลดีต่อปอดและหัวใจ โยคะช่วยเรื่องการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและข้อต่อ หลักทางวิทยาศาสตร์การกีฬาจึงแบ่งประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อร่างกาย 5 ด้าน ดังนี้
1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
2. ความอดทนของกล้ามเนื้อ
3. ระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต
4. ความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ
5. สัดส่วนไขมันและกล้ามเนื้อในร่างกาย
ส่วนใหญ่กีฬาแต่ละประเภทจะให้ประโยชน์เพียงหนึ่งด้านเท่านั้น ดังนั้นแนะนำให้ออกกำลังกายหลายหลายรูปแบบเพื่อกระตุ้นระบบการทำงานและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ครบถ้วน อีกทั้งลดความน่าเบื่อได้ด้วย
จุดประสงค์ของการออกกำลังกายคือ ควรดูที่วัตถุประสงค์ของตัวเองว่า ต้องการออกกำลังกายเพื่ออะไร โดยมีด้วยกันสามประการ คือ เสริมสร้าง สุขภาพ ฟื้นฟูร่างกาย และบำบัดอาการป่วย ในคนทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัว การออกกำลังกายคือการเสริมสร้างสุขภาพ เช่น หนุ่มสาววัยทำงานเสริมสร้างสุขภาพเพื่อร่างกายแข็งแรง ทำงานมีประสิทธิภาพ
หลักในการเลือกรูปแบบการออกกำลังกาย
1. ต้องดูที่วัตถุประสงค์ของตัวเองว่า ต้องการออกกำลังกายเพื่ออะไร
2. รูปแบบที่เราเลือกให้ประโยชน์ต่อร่างกายครบห้าด้านดังที่กล่าวข้างต้นหรือไม่ หากไม่ครบ ต้องการเลือกการออกกำลังกายวิธีอื่นด้วย
3. มีโรคประจำตัวอะไรและสามารถออกกำลังกายประเภทใดได้บ้าง
4. เลือกผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญ
รู้หลักการเลือกที่ถูกต้องแล้ว อย่าลืมนำไปใช้ทุกครั้งที่มองหากิจกรรมออกกำลังกายนะคะ รับรองว่าถูกใจ ได้สุขภาพแน่นอน
ที่มา healthmeplease.com
Wednesday, April 30, 2014
Before and After ดาราฮอลลีวูดเล่นพิลาทีส (Pilates)
มาดูภาพสวยๆ (ฺBefore and After) ของเหล่าดาราฮอลลีวูดก่อนเล่น พิลาทีส (Pilates) และหลังจากลองเล่นกันคะ มาดูกันว่าแต่ละคนหุ่นสวย แซ่บแค่ไหน หลังจากลองเล่นพิลาทีสได้เพียงไม่กี่เดือน
Miley Cyrus เล่นพิลาทีส (Pilates) วันละหนึ่งชั่วโมง พร้อมๆ กับควบคุมการกินอาหาร เพียงไม่กี่เดือน ก็ได้หุ่นสวยๆ มาครอง อาจไม่ถึงกับสวยเป็นนางแบบมืออาชีพได้ แต่ก็เซ็กซี่ขยี้ใจไม่น้อยคะ
Nigella ลดน้ำหนักได้ถึง 25 กิโลกรัมจากกีฬาพิลาทีส (Pilates) ลองเล่นไม่กี่เดือน หุ่นสวยเซ็กซี่ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนละเลยนะคะ
Sandra Bullock ถึงแม้จะอายุเยอะแล้ว แต่ก็มีหุ่นสวย ไม่แพ้สาวๆ เธอบอกเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถรักษาหุ่นของตัวเองให้สวย แซ่บ เซ็กซี่ และเป๊ะได้ตลอด เพราะขยันเล่นพิลาทีส ไปพร้อมๆ กับออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ชกมวย และเรียนเต้น
สำหรับสาวๆ ที่มองหาคอร์สราคาเรียน โยคะฟลาย (Yoga Fly) และพิทลาทีส (Pilates) ในราคาสุดคุ้ม อย่าลืมนึกถึง Sanooklife นะคะ รับประกันราคาถูกที่สุดในกรุงเทพ หากเจอคอร์สที่ถูกกว่า เรายินดีคืนเงิน
Yoga fly Aerial dance 10 Classes ราคาเพียงงแค่ 4,275 บาท (จากปกติ 4,500 บาท) สำหรับคนที่เป็นสมาชิก Sanook Life รับส่วนลด 10% เหลือเพียงแค่ 4,050 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.sanooklife.com/collections/50-yogafly-bangkok
พิลาทิส Reformer 10 Classes ลด 5% จาก 6,500 เหลือ 6,175 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.sanooklife.com/collections/pilates-bangkok-1
พิเศษสุดๆ หากเลือกเรียน Pilates Mat work และ Yoga fly ร่วมด้วยเพื่อให้ครบจำนวน 10 Classes สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษนี้ผ่านทาง www.sanooklife.com
Thursday, April 24, 2014
Friday, April 4, 2014
หน้าท้องกระชับง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง
สวัสดีคะ สาวๆ ผู้รักสุขภาพทั้งหลาย วันนี้มีวิธีกระชับหน้าท้องแบบง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองมาฝากคะ รับรองหน้าท้องกระชับ เซ็กซี่จนหนุ่มๆ ต้องหันหลังมองคะ ถ้าพร้อมแล้วมาทำพร้อมๆ กันเลยคะ
ท่าบริหารเอวให้คอดสวย
นอนหงาย แล้วยกขาขวาขึ้นโดยให้ตาตุ่มของขาขวาวางอยู่บนเข่าซ้าย เหยียดมือซ้ายไปทางด้านหลังศีรษะ ส่วนมือขวาวางไว้กับพื้น
ยกไหล่ซ้ายขึ้นเหนือพื้นจนกระทั่งไหล่ของคุณแตะกับเข่าขวา แล้วลงนอนราบกับพื้นเหมือนเดิม
ทำซ้ำให้ครบหนึ่งเซ็ตสำหรับข้างนี้ แล้วทำสลับอีกข้าง
ท่าบริหารหน้าท้องให้แบนราบ
นอนหงายระนาบไปกับพื้น ไขว้ขาโดยวางส้นเท้าซ้ายทับบนหัวแม่เท้าขวาของคุณ ใช้มือซ้ายวางรองใต้คอ ส่วนมือขวาถือดัมเบลล์ยกขึ้นบนอากาศ
ยกไหล่ขึ้นจากพื้นจนคุณรู้สึกว่ากล้ามเนื้อท้องส่วนล่างเกร็ง และค้างไว้ในท่านี้สักหนึ่งวินาที แล้วลงนอนราบ นับเป็นหนึ่งครั้ง
ลดห่วงยางรอบเอว บริหารเอวให้เพรียวบาง
นอนตะแคงขวาบนพื้น แล้วยืดขาทั้งสองข้างออกให้ตรงโดยเหยียดปลายนิ้วเท้าออกไป เกร็งก้นแล้วแขม่วหน้าท้องบริเวณสะดือเข้ามาจนชิดกับกระดูกสันหลัง
วางศีรษะไว้บนแขน ส่วนมือซ้ายวางไว้กับพื้นทางด้านหน้าของคุณ
เหยียดขาซ้ายของคุณให้ตรงแล้วยกขึ้นในแนวเดียวกับลำตัวจนคุณรู้สึกเกร็งบริเวณลำตัวด้านข้าง แล้วค้างไว้สักสองสามวินาที แล้วค่อยๆ ปล่อยลง
บริหารกล้ามเนื้อลำตัวทั้งหมด
หายใจเข้าลึกๆ ขณะทำท่ากายบริหารสไตล์พิลาทีสนี้ แล้วนอนหงายพร้อมงอเข่าโดยแยกออกจากกันให้เท่ากับความกว้างของช่วงสะโพก หายใจออกและพยายามเกร็งหน้าท้องให้เข้ามาจนชิดกับกระดูกสันหลังของคุณ ในขณะที่ยกขาขึ้นทีละข้างจนเข่าของคุณงอทำมุม 90 องศาเหนือสะโพกของคุณ
หายใจออกและยกศีรษะและไหล่ขึ้นเหนือพื้น ในขณะเดียวกันเหยียดมือขวาไปแตะเข่าซ้าย หายใจออกพร้อมเหยียดขาซ้ายออกจากตัวและค่อยๆ ลดลง
ทำสลับขาอีกข้างหนึ่ง
กระชับหน้าท้องตรงกลาง
นั่งตัวตรงพร้อมกับเหยียดขาและแขนทั้งสองออกไปด้านหน้าของคุณ
ค่อยๆ โน้มตัวลงมา (ในส่วนของกระดูกสันหลังแต่ละส่วน) จนถึงพื้น แล้วลดแขนทั้งสองข้างลงให้อยู่เหนือศรีษะ
หายใจออก แล้วยืดตัวขึ้นกลับเข้าสู่ท่านั่งเดิม
แต่ละท่าทำให้ครบสองเซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง หรือเลือกบริหารท่าใดท่าหนึ่งโดยทำสองเซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้งเช่นกัน
นอกจากการฝึกด้วยตัวเองที่บ้านแล้ว แนะนำให้ออกกำลังกายนอกบ้านไปด้วยคะ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเป็นกลุ่มกับเพื่อน หรือการฝึกกับโค้ช จะช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัว อยากออกกำลังกาย และบรรลุเป้าหมายได้ง่ายคะ
ส่วนกีฬาที่ช่วยกระชับหน้าท้องมีหลายอย่างเลยคะ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประจำชาติไทย อย่างมวยไทย หรือกีฬาน้องใหม่มาแรงอย่าง Bootcamp
Bootcamp เป็นการออกกำลังกายแบบทหาร จะมีครูฝึก ซึ่งบางครั้งเป็นทหารเก่ามาเอง มาคอยคุม ออกคำสั่ง กระตุ้นให้เราออกกำลังกายตามเวลา และแผนที่กำหนด
การออกกำลังกายชนิดนี้ ได้รับการการันตีจากดาราทั้งไทยและฮอลีวูด และกลุ่มคนผู้รักสุขภาพว่า สามารถทำให้ร่างกายเกิดเผาผลาญได้ดี และช่วยทำให้สาวๆ มีหน้าท้องที่แบนราบ และลดน้ำหนักอย่างได้ผล สาวๆ ทดลองออกกำลังกายด้วย Boot Camp สักหนึ่งเดือน รับรองเห็นผลคะ น้ำหนักลด พร้อมหุ่นเพรียว เอวๆ เป็นเอว และยังมีหุ่นเฟิร์มขึ้นอีกด้วยคะ
ที่สำคัญคือ เป็นการออกกำลังกายที่สนุก ไม่จำเจ ไม่น่าเบื่อ การออกกำลังกายชนิดนี้ ครูฝึกจะจัดให้ในแต่ละวันจะทำกิจกรรมไม่ซ้ำกัน ไม่ว่าจะเป็น Push Up (วิดพื้น) Sit up (เล่นกล้ามท้อง) ตลอดจนการยกเวท เพราะฉะนั้นสาวๆ จะได้ตื่นเต้นกันทุกวันค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถออกกำลังกายทั้งนอกและในสถานที่ ได้เปลี่ยนบรรยากาศตลอดเวลา และไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรมาก มีแค่ตัวกับใจก็พอละคะ
สำหรับสาวๆ ที่สนใจ อยากทดลองออกกำลังกายด้วย Boot Camp อย่ารอช้าคะ รีบมาสมัครเรียนกันเลยคะ เรียนกับสถาบันออกกำลังกายครบวงจร นำเสนอคอร์สออกกำลังกายรูปแบบใหม่ ทันสมัย และโปรแกรมลดน้ำหนักที่หลากหลาย ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล พร้อมเทรนเนอร์มืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์ยาวนาน ที่พร้อมให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเพื่อให้สาวๆ บรรลุเป้าหมาย สามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จ และมีรูปร่างสวยกระชับได้จริงในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้สถานที่ฝึกยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้สาวๆ เดินทางได้ง่ายและสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลม และอโศก
คอร์สหนึ่งเดือน 3,800 บาท หากสมัครเป็นสมาชิกสนุกไลฟ์ ราคาจะอยู่ที่ 3,600 บาทคะ ติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com
รีบไปเรียนนะคะ สาวๆ ขอกระชิบบอกตรงนี้คะ ครูฝึกหล่อ เร้าใจมากคะ ช่วยกระตุ้นสาวๆ อยากออกกำลังกายเพิ่มความสวย เซ็กซี่ได้เป็นอย่างดีเลยละคะ ฮาๆ
ที่มา: www.everydaymethailand.com
Friday, March 21, 2014
Pilates เคล็ดลับความสวยและสุขภาพดีในแบบฉบับคุณแม่ยุคใหม่
ยุคปัจจุบันสาวๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ส่วนใหญ่หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ว่ายน้ำ โดยเฉพาะพิลาทีส (Pilates) สาวๆ ทั้งในไทย ต่างประเทศ และดาราฮอลีวูดให้ความสนใจกันอย่างมาก เช่น ฮิลลารี ดัฟฟ์ นางเอกเรื่องซินเดอเรลลาก็ออกกำลังกายด้วย พิลาทีส ในช่วงที่เธอตั้งครรภ์
พิลาทีส (Pilates) ถือเป็นการออกกำลังกายไปพร้อมทำสมาธิ มีความปลอดภัยต่อแม่ที่ตั้งครรภ์ เพราะมีการกระแทกน้อย การเคลื่อนไหวท่าทางต่างๆ เน้นความนุ่มนวล ต่อเนื่อง ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการขยับเคลื่อนกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ นั้นจะต้องผสานกับการหายใจเป็นจังหวะตามที่กำหนด ช่วยฝึกการหายใจเพื่อปรับสมดุลให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ และมีประโยชน์มากมาย ได้แก่
1. ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อโครงสร้างต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกเชิงกรานด้านล่าง กล้ามเนื้อทั้งหมดจะเป็นแรงพยุงตามธรรมชาติให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ให้รู้สึก สบายและคลอดง่าย
2. การออกกำลังกายเป็นการรวบรวมพลังจากภายในสู่ภายนอกทำให้มีสมาธิ มีจิตใจมั่นคง อารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน
3. การออกกำลังกายจะค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อช่วยลดอาการปวดต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปวดหลัง ปวดแขน ปวดขาได้
4. ช่วยบริหารกระดูกอุ้งเชิงกราน ฟื้นฟูร่างกายเร็วขึ้น
สำหรับคุณแม่ที่สนใจกำลังมองหาคอร์สเรียนพิลาทีส ราคาสุดคุ้ม เรามีคอร์สแนะนำคะ Pilates Pregnancy คอร์ส 3 เดือน 10 Classes ราคาเพียงแค่ 4,750 บาท (ปกติ 5,000 บาท) หากสมัครเป็นสมาชิก Sanook Life รับทันทีส่วนลด 10% เหลือ 4,500 บาท รับประกันราคาถูกที่สุดในกรุงเทพ หากเจอคอร์สที่ถูกกว่า เรายินดีคืนเงิน
สตูดิโอตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่ อาคาร Portico ตรงข้าม เซ็นทรัลชิดลม ในซอยหลังสวน 150 เมตรจาก BTS ชิดลม เดินได้สะดวก มีที่จอดรถบริการฟรี และใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือสถานที่ชอปปิ้ง
สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com
บทความที่เกี่ยวข้อง
![]() |
| หุ่นสวยกระชับแบบอินเทรนด์ด้วย Pilates |
![]() |
| รูปร่างสวยด้วย Yoga Fly |
![]() |
| 3 ท่าพิลาทีส…เฟิร์ม & ฟิต แบบไม่ยุ่งและไม่ยาก! |
Labels:
ดูแลรูปร่าง,
ผู้หญิง,
พิลาทีส,
สุขภาพ,
สุขภาพดี
Thursday, March 20, 2014
3 ท่าพิลาทีส…เฟิร์ม & ฟิต แบบไม่ยุ่งและไม่ยาก!
คุณอาจจะเคยเห็นแต่พิลาทีสที่เล่นบนเครื่องจนดูเป็นอะไรที่ยุ่งยาก เล่นเองที่บ้านก็ไม่ได้ แต่ ครูกอล์ฟ-ริญญ์ลภัส นิยม พิลาทีสเทรนเนอร์ของ WE Fitness Society แนะนำว่า "หลักการของพิลาทีสก็คือการควบคุมกล้ามเนื้อในร่างกาย และวิธีที่จะทำให้เรามีพื้นฐานตรงนี้แน่นที่สุดก็คือพิลาทีสบนเสื่อ ซึ่งไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย"
The Hundred
- นอนหงายกับพื้น หายใจเข้าเตรียมพร้อม หายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นจนสะโพกและขาทั้งสองข้างอยู่ในระดับ 90 องศา
- หายใจเข้า ยกแขนทั้งสองขึ้นบนเพดาน หายใจออก ลดระดับแขนลง พร้อมทั้งยกศีรษะและลำตัวช่วงบนขึ้น ยืดขาตึงและลดระดับขาลงมาใกล้กับเสื่อ
- หายใจเข้า 5 จังหวะ ตีแขน 5 ครั้ง หายใจออก 5 จังหวะ ตีแขน 5 ครั้ง ทำซ้ำ 10 เซ็ต
- ประโยชน์ เฟิร์มหน้าท้องสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core Muscle
Criss Cross Bicycle
นอนหงายโดยวางมือทั้งสองข้างไว้ที่ศีรษะ พร้อมทั้งยกศีรษะและไหล่ขึ้น งอขาข้างหนึ่งไว้ที่บริเวณอก ส่วนอีกข้างยืดออกให้ไกลจากลำตัว
หายใจออก บิดลำตัวช่วงบนโดยให้กระดูกซี่โครงเข้ามาใกล้หัวเข่าอีกข้างหนึ่ง พยายามกางข้อศอกให้กว้าง และสะโพกทั้งสองข้างไม่ยกขึ้นจากเสื่อ
หายใจเข้าเปลี่ยนข้าง ทำซ้ำ12 เซ็ต
ประโยชน์ เฟิร์มหน้าท้อง สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core Muscle และกล้ามเนื้อลำตัวช่วงบน
Scissors
- นอนหงายวางมือทั้งสองข้างลำตัว หายใจเข้า ม้วนหลังโดยกดแขนทั้งสองข้างกับเสื่อ และยืดขาขึ้นบนเพดาน
- ใช้มือคอยช่วยประคองหลังส่วนล่าง แต่อย่าทิ้งน้ำหนักที่มือ แยกขาทั้งสองข้างออก ข้างหนึ่งไปข้างหน้า อีกข้างไปข้างหลัง
- ทำสลับข้างกัน ทั้งหมด 6 เซ็ตหายใจตามหลักพิลาทีสปกติ อย่ากลั้นหายใจ
- ประโยชน์ เฟิร์มหน้าท้อง ต้นขา และสะโพก สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core Muscle และหลัง ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง Hamstring และ Hip Flexors
ถึงเล่นบนเสื่อก็ไม่เหมือนโยคะ
ท่าบางท่าของพิลาทีสอาจจะดูคล้ายคลึงกับโยคะ แต่ที่จริงแล้วสองอย่างนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จุดสำคัญที่เห็นได้ชัดก็คือ โยคะจะอาศัยการยืดกล้ามเนื้อและการหายใจเป็นหลัก ส่วนพิลาทีสจะเน้นที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Core Muscle) ควบคู่กับการหายใจที่เป็นลักษณะเฉพาะ
ฝึกหายใจให้คล่อง
เทคนิคการหายใจคือให้หายใจเข้าทางจมูก อากาศจะเข้าไปที่บริเวณช่องอก จินตนาการว่ากระดูกซี่โครงขยายขนาดออกทางด้านข้างลำตัว แล้วหายใจออกทางปาก ในจังหวะหายใจออกให้ใช้กล้ามเนื้อบริเวณ Core Muscle ดึงสะดือเข้าไปหากระดูกสันหลัง ทำให้ท้องยุบลง
สำหรับคนที่สนใจกำลังมองหาคอร์สเรียนพิลาทีส ราคาสุดคุ้ม เรามีคอร์สแนะนำคะ The Pilates Bangkok คอร์สหนึ่งเดือน 5 Classes ราคาเพียงแค่ 3,790 บาท (ปกติ 3,990 บาท) หากสมัครเป็นสมาชิก Sanook Life รับทันทีส่วนลด 10% เหลือ 3,590 บาท รับประกันราคาถูกที่สุดในกรุงเทพ หากเจอคอร์สที่ถูกกว่า เรายินดีคืนเงิน
นอกจากนี้ยังมีคอร์ส Pilates Pregnancy สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อโครงสร้างต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกเชิงกรานด้านล่าง กล้ามเนื้อทั้งหมดจะเป็นแรงพยุงตามธรรมชาติให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ให้รู้สึก สบายและคลอดง่าย
สตูดิโอตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่ อาคาร Portico ตรงข้าม เซ็นทรัลชิดลม ในซอยหลังสวน 150 เมตรจาก BTS ชิดลม เดินได้สะดวก มีที่จอดรถบริการฟรี และใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือสถานที่ชอปปิ้ง
สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com
ขอบคุณเนื้อหาจาก นิตยสาร Lisa
ที่มา: women.sanook.com
The Hundred
- นอนหงายกับพื้น หายใจเข้าเตรียมพร้อม หายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นจนสะโพกและขาทั้งสองข้างอยู่ในระดับ 90 องศา
- หายใจเข้า ยกแขนทั้งสองขึ้นบนเพดาน หายใจออก ลดระดับแขนลง พร้อมทั้งยกศีรษะและลำตัวช่วงบนขึ้น ยืดขาตึงและลดระดับขาลงมาใกล้กับเสื่อ
- หายใจเข้า 5 จังหวะ ตีแขน 5 ครั้ง หายใจออก 5 จังหวะ ตีแขน 5 ครั้ง ทำซ้ำ 10 เซ็ต
- ประโยชน์ เฟิร์มหน้าท้องสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core Muscle
Criss Cross Bicycle
นอนหงายโดยวางมือทั้งสองข้างไว้ที่ศีรษะ พร้อมทั้งยกศีรษะและไหล่ขึ้น งอขาข้างหนึ่งไว้ที่บริเวณอก ส่วนอีกข้างยืดออกให้ไกลจากลำตัว
หายใจออก บิดลำตัวช่วงบนโดยให้กระดูกซี่โครงเข้ามาใกล้หัวเข่าอีกข้างหนึ่ง พยายามกางข้อศอกให้กว้าง และสะโพกทั้งสองข้างไม่ยกขึ้นจากเสื่อ
หายใจเข้าเปลี่ยนข้าง ทำซ้ำ12 เซ็ต
ประโยชน์ เฟิร์มหน้าท้อง สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core Muscle และกล้ามเนื้อลำตัวช่วงบน
Scissors
- นอนหงายวางมือทั้งสองข้างลำตัว หายใจเข้า ม้วนหลังโดยกดแขนทั้งสองข้างกับเสื่อ และยืดขาขึ้นบนเพดาน
- ใช้มือคอยช่วยประคองหลังส่วนล่าง แต่อย่าทิ้งน้ำหนักที่มือ แยกขาทั้งสองข้างออก ข้างหนึ่งไปข้างหน้า อีกข้างไปข้างหลัง
- ทำสลับข้างกัน ทั้งหมด 6 เซ็ตหายใจตามหลักพิลาทีสปกติ อย่ากลั้นหายใจ
- ประโยชน์ เฟิร์มหน้าท้อง ต้นขา และสะโพก สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Core Muscle และหลัง ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง Hamstring และ Hip Flexors
ถึงเล่นบนเสื่อก็ไม่เหมือนโยคะ
ท่าบางท่าของพิลาทีสอาจจะดูคล้ายคลึงกับโยคะ แต่ที่จริงแล้วสองอย่างนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จุดสำคัญที่เห็นได้ชัดก็คือ โยคะจะอาศัยการยืดกล้ามเนื้อและการหายใจเป็นหลัก ส่วนพิลาทีสจะเน้นที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Core Muscle) ควบคู่กับการหายใจที่เป็นลักษณะเฉพาะ
ฝึกหายใจให้คล่อง
เทคนิคการหายใจคือให้หายใจเข้าทางจมูก อากาศจะเข้าไปที่บริเวณช่องอก จินตนาการว่ากระดูกซี่โครงขยายขนาดออกทางด้านข้างลำตัว แล้วหายใจออกทางปาก ในจังหวะหายใจออกให้ใช้กล้ามเนื้อบริเวณ Core Muscle ดึงสะดือเข้าไปหากระดูกสันหลัง ทำให้ท้องยุบลง
สำหรับคนที่สนใจกำลังมองหาคอร์สเรียนพิลาทีส ราคาสุดคุ้ม เรามีคอร์สแนะนำคะ The Pilates Bangkok คอร์สหนึ่งเดือน 5 Classes ราคาเพียงแค่ 3,790 บาท (ปกติ 3,990 บาท) หากสมัครเป็นสมาชิก Sanook Life รับทันทีส่วนลด 10% เหลือ 3,590 บาท รับประกันราคาถูกที่สุดในกรุงเทพ หากเจอคอร์สที่ถูกกว่า เรายินดีคืนเงิน
นอกจากนี้ยังมีคอร์ส Pilates Pregnancy สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อโครงสร้างต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกเชิงกรานด้านล่าง กล้ามเนื้อทั้งหมดจะเป็นแรงพยุงตามธรรมชาติให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ให้รู้สึก สบายและคลอดง่าย
สตูดิโอตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่ อาคาร Portico ตรงข้าม เซ็นทรัลชิดลม ในซอยหลังสวน 150 เมตรจาก BTS ชิดลม เดินได้สะดวก มีที่จอดรถบริการฟรี และใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือสถานที่ชอปปิ้ง
สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com
ขอบคุณเนื้อหาจาก นิตยสาร Lisa
ที่มา: women.sanook.com
Wednesday, February 12, 2014
ดื่ม "คอลลาเจนผง" แล้วเต่งตึงขาวจั๊วะ เรื่องจริงหรือเพ้อไปเอง
ความขาวแบบง่ายๆ มักครองใจคนรุ่นใหม่เสมอ เทรนด์ใหม่ล่าสุด! คอลลาเจน (Collagen) ในรูปแบบผง 1 ซองต่อ 1 วัน จึงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ซองเดียวชงกับน้ำ หรือเติมในอาหารรับประทานง่าย
"ผิวขาว หน้าใส เร่งด่วน เห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ !! โดดเด่นด้วยคอลลาเจนเข้มข้น ไม่ต้องฉีดปลอดภัย 100%"
นี่คือตัวอย่างคำโฆษณาสรรพคุณของเจ้าคอลลาเจนผง สาวกความขาวจึงแห่ซื้อมากินเพราะหวังว่าจะขาวและเต่งตึงได้ประโยชน์ 2 เด้ง
คอลลาเจนผงไร้ประโยชน์ ไม่ดูดซึม เปลือง!
คอลลาเจนผง ไม่มีประโยชน์ แทบจะไม่ได้ดูดซึมอะไรเลย จะถ่ายทิ้งออกมาหมด เปลือง" นพ.ปิยะวงศ์ เศรษฐวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Skeyndor Clinic กล่าว
"ถามว่า ทำไมคอลลาเจนผงถึงกำลังเป็นที่โด่งดัง คงจะเป็นเรื่องของการมาร์เก็ตติ้งมากกว่าครับ เพราะสารส่วนใหญ่ที่ออกฤทธิ์จะโดนกรดในกระเพาะทำลายหมด ยกเว้นวิตามินบางชนิดเท่านั้นเท่านั้นเอง
ถ้าจะได้ผล คอลลาเจนต้องฉีดเข้าไป หรือเป็นการใช้ทาข้างนอกและใช้เครื่องมือพิเศษผลักไอออนให้คอลลาเจนเข้าไป หรือมีเลเซอร์บางตัวไปกระตุ้น ไปสั่นเพื่อให้คอลลาเจนเกิดการกระตุ้น ปลุกให้คอลลาเจนตื่นตัว เพราะตอนนี้มันหลับอยู่ พอเข้าไปกระตุ้นมันก็จะตื่นนั่นเอง
และคอลลาเจนสามารถสร้างเพิ่มขึ้นมาได้ เช่น การร้อยไหม หรือการใช้เครื่องเลเซอร์ผลักหรือกระตุ้น จะทำให้คอลลาเจนตื่นตัวได้"
คุณหมอย้ำว่า "แต่ถ้าใช้กิน ไม่ค่อยเวิร์ก ไม่แนะนำ" พร้อมอธิบายต่อว่า คอลลาเจนไม่ได้ทำให้ขาวหรอก แต่เป็นเพราะสารตัวอื่นมากกว่าซึ่งผลข้างเคียงเพียบ
"การกินแล้วแล้วขาวนั้น อาจจะเป็นเพราะการผสมกลูตาไธโอน หรือผสมสารปรอท ซึ่งสารปรอทนี่ขาวแน่นอน แต่ผลข้างเคียงเยอะมาก ทำให้ตับ ไต พังหมดเลยครับ ในระยะสั้นขาวจริง แต่ในระยะยาวเป็นผลเสียต่อร่างกายมาก ระยะยาวนั้นถ้าเป็นคนไข้ที่ไม่ได้มีโรคประจำตัว เช่น ตับไม่ได้วาย ไตไม่ได้วาย อาจจะราวๆ 1 ปี ติดต่อกันไตจะเกิดอาการวาย"
ดังนั้นการทานคอลลาเจนผง คุณหมอฟันโช๊ะว่า กินแล้วไม่ได้ขาวใสปิ๊งขึ้นหรอก แต่เป็นเรื่องของ "การคิดไปเอง”มากกว่า
"ถ้าไม่ได้มีปัญหาเรื่องของการเงิน ถ้าซื้อได้ กินได้ รู้สึกดี ก็กินครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องของสุขภาพจิตด้วยนะ ถ้ากินแล้วรู้สึกดี รู้สึก healthy ราคารับไหว กินแล้วไม่ได้มีผลข้างเคียงอะไร ตรวจดูแล้วไม่ได้มีสารปรอท ไม่มีสารเคมีอื่นตกค้างก็สามารถกินได้ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามอะไร
แต่ถ้ากินแล้วจะหวังผลว่ามันจะต้องได้อย่างนั้นขาวได้อย่างนี้ก็คงไม่ใช่จุดประสงค์ เพราะการกินคอลลาเจนผงไม่ได้กระตุ้นให้ขาวได้จึงบอกไม่ได้ว่าทานกี่มิลลิกรัมต่อวันแล้วจะขาว น่าจะเป็นส่วนของกลูต้าไธโอนบวกกับวิตามินซีมากกว่า"
ที่มา: www.manager.co.th
Wednesday, February 5, 2014
เรื่องน่ารู้ โทษของการดื่มน้ำมากเกินไป
สาวๆ คงรู้กันดีว่าน้ำในมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยในแต่วันเรานั้นควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วต่อวัน เพื่อผิวพรรณที่สวยงาม เปล่งปลั่ง และสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ทั้งภายในและภายนอก แต่การดื่มน้ำมากเกินไปนั้น ก็ให้โทษได้เช่นกันคะ
เมื่อเร็ว ๆ นี้กระทรวงสาธารณะสุขออกมาเตือนว่า การดื่มน้ำที่ดีควรดื่มแบบจิบเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าดื่มรวดเดียวหลาย ๆ แก้ว เพราะนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะร่างกายของเราประกอบไปด้วยน้ำถึง 70% อยู่แล้ว และเมื่อไหร่ที่ร่างกายได้รับน้ำเพิ่มเข้าไปในร่างกายอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "น้ำเป็นพิษ"
ภาวะนี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับน้ำมากเกินไปจนน้ำในเซลล์และนอกเซลล์เกิดการขาดความสมดุลกันส่งผลให้น้ำในเลือดสูง ทำให้ความเข้มข้นของเลือดลดลงส่งผลทำให้ร่างกายต้องปรับสมดุลด้วยการขับแร่ธาตุอย่างโปสแตสเซียมออกไป ซึ่งพอขาดแร่ธาตุตัวนี้จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแรงเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง บางคนเป็นมากถึงทำให้เกิดอาการเกร็งในสมองจนทำให้ปอด หัวใจ และระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ซึ่งถ้าถึงจุดนี้คุณอาจเสียชีวิตได้เลยนะคะ
เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรดื่มน้ำแต่พอดี เพื่อให้สิ่งที่ดื่มเข้าไปเกิดประโยชน์ไม่ใช่เกิดผลร้ายแก่ร่างกาย ดื่มน้ำอย่างถูกวิธีจะช่วยให้สุขภาพดีตามไปด้วยค่ะ
ที่มา: www.n3k.in.th
Thursday, January 30, 2014
กินอย่างไรให้สวย
กินอย่างไรให้ "สวย" (at office)
โดย : อ.ประณม ถาวรเวช
บุคลิกภาพที่ดีเริ่มต้นจากสุขภาพที่ดี และสุขภาพที่ดีก็เริ่มต้นจากการกินที่ดี วันนี้เรามีเคล็ดลับ "กินให้สวย" มาฝากกัน ลองปฏิบัติดังนี้
สิ่งที่ควรเลือกรับประทานเป็นอย่างแรก ๆ ในทุก ๆ มื้ออาหาร
ผลไม้ มีงานวิจัยที่แนะนำว่าให้กินผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนในแต่ละวัน เพราะมีคุณประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งบางประเภทได้ แต่ต้องเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด ไม่มีแป้งหรือน้ำตาลมาก เพราะจะทำให้อ้วนและได้รับน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายได้
กรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย (Essential fattyacids) หรือที่รู้จักกันว่าเป็นไขมันส่วนที่ดี จะเข้าไปช่วยทำให้ผิว ผม และเล็บดูแข็งแรง
ควรเลือกดื่มชาเขียว ด้วยเหตุผลเดียวกับกระเทียมคือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันมะเร็งบางชนิด ทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย
อย่าลืมดื่มนม เพราะเป็นแหล่งแคลเซียมและวิตามินดี เป็นประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกผุ
ถั่วเหลือง ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันมะเร็ง พร้อมทั้งมีวิตามินอี และกรดอะมิโน ที่ช่วยให้ผิวเรียบลื่น ยืดหยุ่นด้วย
วิตามินซี จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันและช่วยให้ร่างกายต่อสู้โรคภัยได้ วิตามินซียังเป็นกุญแจสำคัญให้ร่างกายสร้าง คอลลาเจน อันเป็นสารเคมีที่ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและปราศจากรอยย่นอีกต่างหาก
ช็อกโกแลต เป็นหนึ่งในอาหารที่จะช่วยให้คงความงามไว้ได้ เพราะว่าในช็อกโกแลตมีสารที่กระตุ้นเอนโดร์ฟิน และเซโรโทนิน ฮอร์โมนทั้ง 2 ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข คนจะแลดูสวยได้ก็ต้องรู้สึกสวย รู้สึกดีเสียก่อน
ดื่มน้ำ เพราะน้ำจะช่วยให้แลดูอ่อนเยาว์ ผมเปล่งประกาย นุ่มสลวย น้ำยังช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกายอีกด้วย
อโวคาโด เจ้าผลไม้มหัศจรรย์นี้ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสนับสนุนการผลิตเส้นใยคอลลาเจนของผิวหนังให้เรามีผิวสวยใส ปริมาณที่เหมาะสมคือบริโภคให้ได้สัปดาห์ละครั้ง หากชอบหวานก็เติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย และจำไว้ว่าอโวคาโดอุดมไปด้วยน้ำมันธรรมชาติที่มีประโยชน์ยิ่ง
แครอท พืชชนิดนี้อุดมด้วยวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและผิวหนัง เคล็ดลับคือให้เลือกซื้อแต่แครอทปลอดสารพิษและควรปอกเปลือกก่อนบริโภคเพื่อความมั่นใจ เพราะแครอทเป็นพืชที่ชาวไร่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงปริมาณมากในการเพาะปลูก
วิตามินจำเป็นต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าวันหนึ่ง ๆ ร่างกายเราได้รับวิตามินอย่างพอเพียง อาหารที่มีขั้นตอนการปรุงซับซ้อนหรือวิธีการเก็บรักษาทำให้สูญเสียคุณค่าธรรมชาติของอาหารไป ส้มตามซูเปอร์มาร์เก็ตเดี๋ยวนี้มีวิตามินซีเหลือเพียง 60% เพราะสูญหายไปในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ดังนั้น ควรบริโภควิตามินเสริมให้ร่างกายได้สารอาหารเพียงพอ
แอปเปิ้ล วันละผล ผลไม้นี้อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เพคติน วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม ช่วยขจัดมลพิษ ลดคอเลสเตอรอลและยังช่วยระบบการทำงานของปอดด้วย
พืชเรียกน้ำตา หอมและกระเทียม ช่วยฟื้นฟูระบบการไหลเวียนของโลหิต ช่วยล้างพิษได้ดีที่สุด ป้องกันโรคหอบหืด
อย่าลืม โยเกิร์ต อาหารสูตรสุขภาพตั้งแต่โบราณ ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียสองชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการย่อย คือ แลคโตบาซิลัส และเอซิโดฟิลลัส ช่วยฟื้นฟูการทำงานของลำไส้ ลดการสะสมของแก๊สในกระเพาะทำให้ท้องไม่อืดและร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น
มันฝรั่ง หากต้องการอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 3 วิตามินซีและโปแตสเซียมล่ะก็ มันฝรั่งมีให้ครบทุกอย่าง วิธีดีที่สุดของการบริโภคก็คือการอบและบริโภคทั้งเปลือกจะได้โภชนาการที่ดีกว่า และหากต้องการเนยกับซาวครีมช่วยให้รสชาติดีขึ้นสักเล็กน้อยก็ไม่ผิดกติกา
ไฟเบอร์ มีประโยชน์และช่วยระบบย่อยอย่างมาก ช่วยให้อิ่มเร็วและไม่บริโภคอาหารอื่น ๆ เข้าไปมากเกินความจำเป็น ไฟเบอร์ช่วยชะลอความชรา ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและลดปริมาณแอสโตรเจนในกระแสเลือดซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็ง แหล่งไฟเบอร์ที่ดีคือผักและผลไม้สด ธัญพืช มันฝรั่งและขนมปังโฮลวีท แต่ก็ไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพราะจะทำให้ท้องอืดและมีผลต่อระบบลำไส้ ควรเริ่มบริโภคน้อย ๆ และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจะเหมาะกว่า
ผักสดต่าง ๆ ดีต่อเส้นผม ผิวหนัง นัยน์ตาและระบบอื่น ๆ ของร่างกาย ควรพยายามบริโภคผักสด ๆ ให้มาก โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้มและผักสีสดต่าง ๆ สี หากต้องการพัฒนาความจำควรบริโภคกะหล่ำปลีต้มทุกมื้อกลางวันและเย็นจะช่วยได้ดี
น้ำผลไม้ช่วยผิวสวย การดื่มน้ำผลไม้ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารดี ๆ ได้เร็วที่สุด เพิ่มความสดชื่นในฉับพลัน น้ำผลไม้ผสมที่ดีที่สุดก็คือน้ำแอปเปิ้ล แครอทและบีทรูท ทั้ง 3 ชนิดนี้ผสมกันอย่างละ 1 ส่วน แต่ก็ควรระลึกไว้ว่า น้ำผลไม้ไม่มีไฟเบอร์มากเท่ากับการบริโภคผักผลไม้สด ๆ ดังนั้น ก็ควรบริโภคผักผลไม้สดวันละจานเป็นอย่างน้อย
ปลาเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะปลาที่อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 เช่น แซลมอล แมคเคอเรลและทูน่า ทั้งหมดนี้มีไขมันช่วยระบบการทำงานของเซลล์ผิวหนัง ลดความดันโลหิต การบริโภคปลาสัปดาห์ละครั้งจะลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงได้ถึง 50% แคลเซียมจากปลายังมีประโยชน์ต่อผิวหนัง กระดูกและฟันอีกด้วย
อย่าลืม ถั่วต่างๆ ถั่วอุดมด้วยสารอาหารมีประโยชน์เช่นเดียวกับผักและผลไม้สด เป็นของขบเคี้ยวยามว่างที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 1 และแมกนีเซียม ซึ่งมีผลดีต่อระบบประสาท หากไม่ชอบถั่วก็เปลี่ยนเป็นเนยถั่วหรือนมถั่วเหลืองแทน เลี่ยงจากถั่วอบเกลือซึ่งจะเคี้ยวเพลินจนโซเดียมในร่างกายสูงเกินไป ถั่วที่แนะนำคือฮาเซลนัทที่มีโปรตีนสูงที่สุด บราซิลนัทมีเซเลเนียมสูงช่วยชะลอความชราได้ดี
ไข่เพื่อสุขภาพ อาหารชนิดนี้อุดมด้วยโปรตีน แคลเซียมเหล็ก สังกะสีและวิตามินบี 3 สิ่งที่ควรระวังก็คือ หากเป็นไข่เก่าอาจมีแบคทีเรียซาลโมเลลาที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นควรเลือกซื้อไข่ไก่สดใหม่ที่ปลอดสารพิษและไม่ควรบริโภคไข่ดิบ ๆ
เลือก ไก่ ดีที่สุด ไม่ว่าใครจะบอกว่าอย่างไร ไก่ก็เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำที่สุดในเนื้อสัตว์ทั้งหมด และยังมีวิตามินสูงด้วย และยิ่งลอกหนังออกด้วยแล้ว ก็จะปลอดภัยมากขึ้น
บร็อคโคลี่ นอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว ยังช่วยทำความสะอาดร่างกาย และอุดมด้วยธาตุเหล็กและสารต้านอนุมูลอิสระ
กินแบบป๊อปอายกันดีกว่า เรียนรู้ที่จะรัก โอลีฟ ออยล์ หรือน้ำมันมะกอก ซึ่งอุดมด้วยคอเลสเตอรอลชนิดดี ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคของหัวใจ พรมน้ำมันนี้ลงในน้ำสลัดเล็กน้อยก่อนบริโภคทุกครั้ง
พริกมีประโยชน์ พริกทุกชนิดอุดมด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะพริกแดงและเหลือง มีวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 4 เท่า วิธีบริโภคให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือกินสด ๆ จะช่วยให้สุขภาพดีของผิวหนัง เหงือกและเส้นผม
กล้วยช่วยสุขภาพ ดีที่สุดหากกินตอนสุก กล้วยอุดมด้วยโปแตสเซียมและวิตามินซี ช่วยป้องกันแผลพุพองของผิวหนัง ลดคอเลสเตอรอล และช่วยขจัดพิษจากโลหะที่สะสมค้างอยู่ในร่างกาย เหมาะที่จะเลือกเป็นอาหารเช้า
ที่มา: health.kapook.com
Saturday, December 7, 2013
ดื่มนมเวลาไหนดีกับร่างกายที่สุด
สำหรับหนุ่มสาวมนุษย์กลางคืนที่เพิ่งมาเริ่มต้นวันเอาช่วงเที่ยงนั้นคงต้องบอกว่าไลฟ์สไตล์ของคุณนั้นทำให้ร่างกายรวนเร เพราะถ้าเลยมาจนเที่ยงแล้วยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยล่ะก็นั่นแปลว่าน้ำตาลในเลือดกำลังต่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะไม่รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร ทีนี้มาดูกันต่อว่าในช่วงเที่ยงนั้น ร่างกายของเรายังคงเดินหน้าทำอะไรกันบ้าง
12.00-15.00 ช่วงเที่ยงและบ่ายเป็นช่วงของการทำงานของระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะและลำไส้เล็ก กระเพาะจะหลั่งกรดออกมาในช่วงเที่ยง การดื่มนมเปรี้ยวตามหลังอาหารจะช่วยให้ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมสารอาหารดีขึ้น
15.00-17.00 เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อให้มีการขับปัสสาวะ
17.00-21.00 หลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เยื่อหุ้มหัวใจ ยิ่งสำหรับผู้สูงอายุความดันโลหิตจะต่ำลง การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและความดันให้เหมาะสม ช่วงนี้ร่างกายต้องการวิตามินซีและอีสูงแต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก
21.00-23.00 เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น และยังเป็นช่วงที่ร่างกายจะสามารถรับแคลเซียมได้มากที่สุด ดังนั้นการดื่มนมอุ่นๆ ซักแก้วก่อนเข้านอนจะช่วยทั้งควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียม
23.00-05.00 เป็นช่วงเวลาของการปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเพื่อให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonin) มาฆ่าเชื้อโรค เพื่อขจัดสารพิษให้ร่างกาย ไม่ให้มีสารตกค้างทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คนที่นอนดึกอาจจะทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ร่างกายไม่ได้ระบายของเสียออกไป การให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มในช่วงนี้จะช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างสดชื่น
อย่าลืมว่าร่างกายไม่มีปุ่ม Alt+ Ctrl+Del ให้รีเซ็ตชีวิตได้ใหม่ ถ้าไม่สามารถปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ตรงกับระบบนาฬิกาชีวิต อย่างน้อยการเลือกดื่มนมที่เอื้อต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกายแต่ละช่วงก็น่าจะช่วยชดเชยหรือฟื้นฟูร่างกายได้
ที่มา: www.cpmeiji.com
Monday, November 11, 2013
นอนแต่หัวค่ำ ป้องกันโรคอ้วน
เพื่อสุขภาพกายใจที่ดี ชีวจิตแนะนำให้นอนไม่เกินสี่ทุ่ม พอเห็นข่าวนี้ เลยยิ่งมีข้อมูลมาสนับสนุนว่าเข้านอนแต่หัวค่ำนั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง
นายแพทย์พอล เอพสทายน์ รองผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพและสิ่งแวดล้อมโลก วิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ด แนะนำว่า ให้นอนหัวค่ำหน่อย เพื่อสุขภาพและป้องกันโรคอ้วน
ท่านกล่าวว่า จากข้อมูลทางระบาดวิทยา (สถิติว่าด้วยโรคและสาเหตุของโรค) พบว่า การนอนน้อยมีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน เนื่องจากการนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนเปลี่ยนไป
ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปได้แก่ เลปทิน และเกรลินโดย ทำให้เลปทิน (lepin) ที่ส่งสัญญาญไปยังสมองว่า "อิ่ม" ลดลง และทำให้เกรลิน (ghrelin) ที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่า "หิว" เพิ่มขึ้น ทำให้คนอดนอนกินแบบไม่บันยะบันยัง ส่งผลให้เป็นโรคอ้วนตามมา
ส่วน การนอนอย่างเพียงพอมีส่วนทำให้รู้สึกอิ่มตามจริง หิวตามจริง ไม่ใช่กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม แต่นอนอย่างเดียวยังไม่พอ นายแพทย์เอพสทายน์ขอให้เดินหรือขี่จักรยานไปทำงานทุกวันด้วย ท่านบอกว่า การออกกำลังแรงปานกลาง เช่น เดินเร็ว ฯลฯ วันละ 30 นาที ไม่มากพอที่จะควบคุมน้ำหนักได้ ต้องออกกำลังอย่างน้อยวันละ 60 นาที จึงจะป้องกันโรคอ้วนได้
ฟังข่าวนี้แล้วอยากชวนให้ทุกๆ คนนอนตั้งแต่หัวค่ำ แล้วตื่นเช้าๆ มาออกกำลังกาย ไล่โรคอ้วนไปให้ไกลๆ เลยค่ะ
ที่มา: women.thaiza.com
นอนอย่างไรให้สุขภาพดี
เพราะการพักผ่อนที่ชาร์จพลังชีวิตได้ดีที่สุดคือ “การนอน” แต่เชื่อหรือไม่ว่าแม้คุณจะนอนได้ในระยะเวลา 8 ชั่วโมงตามที่แพทย์หรือนักดูแลสุขภาพทั้งหลายต่างออกมาแนะนำว่าดีที่สุด แต่มันอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพเฉกเช่นคนอื่นๆ ก็เป็นได้ หากคุณนอนผิดวิธี อาทิเช่น คนที่นอนตั้งแต่ 22.00-06.00 น. กับคนที่นอนตั้งแต่ 01.00-09.00 น. จะมีความกระฉับกระเฉงแตกต่างกัน อีกทั้งยังส่งผลต่อระบบการทำงานภายในที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย นอกจากนี้เตียง ท่านอน ชุดนอน และแสงไฟต่างๆ ก็ยังส่งผลต่อการนอนว่าคุณจะตื่นมาพร้อมสุขภาพที่ดีหรือแย่ได้อีกด้วย
ประโยชน์ของการนอนหลับ
การนอนหลับอย่างเพียงพอถือเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต เพราะมีประโยชน์หลายประการ อาทิ ทำให้สุขภาพดี ไม่เป็นโรคร้ายแรงต่างๆ อย่างโรคหัวใจ ความดันต่ำ โรคเบาหวาน ซึ่งล้วนเกิดจากการนอนไม่หลับต่อเนื่องเป็นเวลานานทั้งสิ้น การนอนหลับอย่างเพียงพอยังช่วยให้ฉลาดและความจำดีขึ้น เพราะการนอนหลับอย่างเต็มที่จะช่วยทำให้ไม่ลืมสิ่งต่างๆ ที่กักเก็บข้อมูลมาทั้งวัน ทำให้สามารถทำสิ่งเหล่านั้นในวันต่อไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำ แถมยังช่วยให้เข้าใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย และการนอนหลับอย่างเพียงพอยังทำให้มีรูปร่างที่ดีได้ เนื่องจากการนอนจะช่วยให้ระบบการเผาพลาญสามารถทำงานได้ดีนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า หากเราสามารถนอนหลับได้อย่างเพียงพอแล้ว ย่อมทำให้เรามีสุขภาพดีทั้งภายนอกและภายใน
วิธีง่ายๆ ในการนอนเพื่อให้ได้สุขภาพดี
1. ขั้นแรก เริ่มจากเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการนอนใหม่ ควรให้สำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น คิดว่าเป็นการชาร์จพลังงานร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าในวันถัดไป และหากใครคิดว่าการนอนดึกตื่นสายเป็นการนอนที่ถูกต้อง เพราะใช้เวลานอนเท่ากับนอนเร็วตื่นเช้า ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ผิด เพราะการนอนแต่หัวค่ำและตื่นเช้าจะทำให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานได้ดีกว่า
2. เข้านอนให้เป็นเวลา ซึ่งช่วงเวลานอนที่เหมาะสมที่สุด ไม่เว้นวันหยุด คือ 22.00-06.00 น. เพราะร่างกายจะพักผ่อนได้เต็มที่จากการหลับลึกในช่วงครึ่งแรกของการนอน การเข้านอนเป็นเวลาจะช่วยสร้างความเคยชินให้กับร่างกาย ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นประจำ
3. สภาพแวดล้อมของห้องนอนเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ช่วยให้การนอนมีสุขภาพที่ดี ไล่มาตั้งแต่ลักษณะของเตียงนอนที่มีขนาดเหมาะสม มีความสบายไม่ทำให้อึดอัดเวลานอน ควรใช้ที่นอนที่ยัดด้วยนุ่น เพราะไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป หมอนหนุนคอควรเลือกที่มีความนุ่มและขนาดที่พอดี เพราะหมอนมีส่วนช่วยรองรับกระดูกสันหลังส่วนคอให้อยู่ในแนวโค้งที่ปกติ ภายในห้องนอนควรหรี่ไฟให้สลัวก่อนเข้านอนประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเตรียมสมองว่าถึงเวลาพักผ่อนแล้ว รวมทั้งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้องให้พอดีไม่หนาวหรือร้อนเกินไป และปิดโทรทัศน์ให้เรียบร้อยก่อนนอน ป้องกันแสงและเสียงจากโทรทัศน์มารบกวน
4. ท่าทางการนอน เนื่องจากในขณะที่หลับกล้ามเนื้อรอบๆ คอจะคลายตัว หากคออยู่ในท่าที่ไม่ดี ตื่นมาอาจปวดคอหรือคอแข็งได้ ส่วนท่านอนที่ดีที่สุด ควร “นอนตะแคงขวา” เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก อาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย ท่าที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การนอนคว่ำ เพราะเป็นท่านอนที่ทำให้หายใจติดขัด และปวดต้นคอ
5. เตรียมตัวก่อนนอนการอาบน้ำอุ่นประมาณ 45 นาทีก่อนเข้านอน เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อและจิตใจผ่อนคลาย ชุดนอนควรเลือกผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิว อาจเลือกดื่มเครื่องดื่มเบาๆ ซักแก้ว อย่างชาคาโมไมล์อุ่นๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หรือดื่มน้ำสะอาดอุ่นๆ ที่ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้น้ำไหลเวียน ชะล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้ และกระเพาะอาหาร ช่วยให้หลับสบายมากยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ เป็นเคล็ด (ไม่) ลับง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณชาร์ตแบตร่างกายด้วยการนอนหลับอย่างสบายๆ แบบสุขภาพดี ตื่นเช้าอย่างสดชื่นพร้อมรับวันทำงานได้อย่างเต็มที่
ที่มา: www.goodfoodgoodlife.in.th
Thursday, November 7, 2013
ผักสำหรับคนลดน้ำหนัก
วันนี้เอาข้อมูลดีๆ มาฝากคะ สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก และมองหาว่าจะทานผักชนิดไหนดีที่ช่วยส่งเสริมการลดน้ำหนัก และช่วยสร้างสุขภาพที่ดีในเวลาเดียวกัน ลองมาดูกันเลยคะ
ฟักทอง ฟักทองมีกากใยที่สูงมาก มีแคลอรี่และไขมันน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพียงแค่รับประทานฟักทองหนึ่งถ้วยหรือ 3 กรัมจะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น
บร็อคโคลีและดอกกะหล่ำ ไม่ว่าคุณจะรับประทานแบบดิบ ผัด หรือต้ม ผักที่มีลักษณะเป็นต้นไม้เล็กๆทุกประเภทนั้นเป็นผักที่ถือว่าดีต่อสุขภาพเอามากๆ โดยเฉพาะบร็อคโคลีและดอกกะหล่ำที่เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม, แคลเซียม, เหล็ก, กรดโฟลิก, วิตามินซี และวิตามินเค คนที่กำลังลดน้ำหนักนั้นไม่ควรพลาด
ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้าและผักโขม ผักคะน้าและผักโขมจะดีที่สุดเมื่อรับประทานแบบดิบๆ แต่ก็ยังมีประโยชน์มากอยู่ดีเมื่อนำไปปรุงอาหาร ถ้าถามว่ามันดียังไง ป๊อบอายบอกไว้ว่ามันทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง นอกจากนี้มันยังให้พลังงาน, เหล็ก, โพแทสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม, และวิตามินบี ซี อี และเค อีกด้วย
กะหล่ำปลีเล็ก เจ้าลูกกลมเขียวๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในตระกูลกะหล่ำที่มีประโยชน์มาก นอจากนี้ยังอร่อยและเหมาะกับการปรุงอาหารอย่างหลากหลายชนิด
มะเขือเทศ มีหลากหลายชนิด มีรสชาติอร่อย ปลูกง่าย อีกทั้งยังเป็นแหล่งวิตามินและสารอาหารมากมาย ลองใส่ลงไปในสลัดหรือรับประทานแบบสดๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับประโยชน์เข้าไปแบบเต็มๆ แล้ว
พริกหวานแดง มีรสชาติที่เปรี้ยวและเผ็ดกว่าพริกหวานสีเหลือง, สีส้ม และสีเขียว พริกหวานแดงนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเป็นผักเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยพริกหวานนั้นอุดมไปด้วยไฟเบอร์, โพแทสเซียม, แมงกานีส และวิตามินเอ บี ซี เค นั่นเอง
หัวหอมหัวหอม แม้มันจะทำให้คุณร้องไห้น้ำตาไหล แต่มันก็คุ้มค่ากับประโยชน์ที่คุณกำลังจะได้รับ หัวหอมนั้นเป็นหนึ่งในผักที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นยาปฏิชีวนะชั้นเลิศจากธรรมชาติเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันก็จะเข้ามาช่วยให้คุณมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นนั่นเอง
แตงกวา นอกจะจะช่วยทำให้ดวงตาลดอาการบวมลงเมื่อนำมาวาง ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี แคลเซียม ซิลิก้า และโพแทสเซียม และมีคุณสมบัติในการขับปัสสาวะและล้างพิษต่างๆ ออกจากร่างกายอีกด้วย
แครอท ช่วยป้องกันมะเร็งและทำให้การมองเห็นของคุณนั้นดีขึ้นด้วยสารเคโรทีนอยด์และวิตามินเอที่อยู่ในตัวอีกด้วย นอกจากนี้ในแครอทยังมีไฟเบอร์, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม, โฟเลต, และวิตามินบี ซี และเค จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมันอยู่ในบทความนี้ได้
มันเทศ สามารถหาซื่อได้ง่ายและนำมาปรุงอาหารได้อย่างหลากหลาย เพียงแค่ต้มก็สามารถรับประทานได้แล้ว และยังมีรสชาติที่อร่อยถูกปากหลายๆ คนอีกด้วย ซึ่งในมันเทศนี้ก็มีสารแคโรทีนอยด์, โพแมสเซียม, เหล็ก, ไฟเบอร์ และวิตามินเอ บี6 และซีอีกด้วย คุณอาจจะเคยดูหนังหรือการ์ตูนญี่ปุ่นบางเรื่อง คุณจะเห็นว่าผู้หญิงญี่ปุ่นนั้นชอบมันเทศเป็นที่สุด เพราะมันมีไฟเบอร์มากนี่แหละคะ
Saturday, November 2, 2013
"ไข่" กินแค่ไหนถึงจะพอดี
น้อยกว่า 3 ฟองต่อสัปดาห์ ..... ไม่เพียงพอ
การไม่ทานไข่อาจส่งผลเสียต่อเส้นประสาทสมองได้นะคะ ไข่ฟองเล็กๆ หนึ่งฟอง มีปริมาณวิตามินบี 12 ซึ่งดีต่อร่างกายมากกว่าปริมาณมาตรฐานที่แนะนำ ให้บริโภคต่อวันเสียอีก "วิตามินบี 12 จำเป็นต่อการสร้างเยื่อหุ้มป้องกันเส้นใยประสาท" อะแมนดา เออร์เซลล์ นักโภชนาการและผู้เขียนหนังสือ Complete Guide to Healing Foods กล่าว "ถ้าขาดวิตามิน เส้นใยประสาทอาจถูกทำลายจนฟื้นฟูกลับคืนมาไม่ได้"
นอกจากนี้ไข่ยังดีต่อสายตา โดยเมื่อไม่นานมานี้มีผลการศึกษาจากอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition ได้ค้นพบว่า การทานไข่อย่างน้อย 3 ฟองต่อสัปดาห์จะช่วยป้องกันภาวะสูญเสียสายตาที่มักเกิดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นได้ เพราะสารลูทีนและซีแซนทีนซึ่งเป็นสารรงควัตถุในตระกูลแคโรทีนอยด์ ในไข่แดงจะช่วยบำรุงจอประสาทตานั่นเอง
6 ฟองต่อสัปดาห์ ..... ปริมาณที่พอดี
ไข่เจียวถือเป็นยาบำรุงร่างกายได้เลย เพราะนอกจากไข่จะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดีแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน แถมปริมาณสารซีลีเนียมและวิตามินอี ในไข่ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้คุณมีหุ่นกลมเป็นไข่อีกด้วย ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาสเตท พบว่า คนที่ทานมื้อเช้าโดยมีไข่เป็นส่วนประกอบ จะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ทานไข่ในมื้อเช้าได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เมื่อบริโภคแคลอรี่ในปริมาณที่เท่ากัน
"โปรตีนในไข่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มขึ้น ถึง 50 เปอร์เซนต์ และยังทำให้คุณลดปริมาณมื้อเที่ยงที่ทานโดยเฉลี่ยได้อีก 164 แคลอรี่" นิคิล ดูเรนดาร์ ผู้เขียนงานวิจัยกล่าว แต่ถ้าคุณอยากสร้างกล้ามเนื้อก็ไม่ต้องกังวล เพราะงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม พบว่า การทานไข่วันละ 3 ฟอง เป็นเวลา 2 วัน ต่อสัปดาห์จะช่วยหนุ่มนักเล่นเวตทั้งหลายสร้างกล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันได้เป็น 2 เท่าในช่วงเวลา 12 สัปดาห์ แล้วเรื่องคอเลสเตอรอลที่เล่าลือกันล่ะ "จริงค่ะ ไข่มีคอเรสเตอรอล" พาเมลา ไดสัน นักโภชนาการแห่งสมาคมโภชนาการประจำสหราชอาณาจักร กล่าว
"แต่จัดว่ามีผลน้อยมากต่อการเพิ่มระดับ คอลเรสเตอรอลในเลือด เมื่อเทียบกับปริมาณไขมันอิ่มตัวที่คุณบริโภคอยู่ทุกวัน" นอกจากนี้ผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ของมหาวิทยาลัยคอนเนติคัตยัง พบว่า การทานไข่ช่วยลดคอเรสเตอรอล LDL (ไม่ดี) เพิ่มคอเรสเตอรอล HDL (ดี) และลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้
กินมากเกินไปก็ส่งผลร้ายได้เหมือนกัน
ตามรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrution ไข่ที่ให้ผลดีต่อร่างกาย อาจส่งผลร้านได้เหมือนกัน ถ้าคุณทานมากกว่า 1 ฟองต่อวัน ติดกัน ทุกวัน "ขณะที่การทานไข่สูงสุด 6 ฟองต่อสัปดาห์ไม่ได้ทำให้มีอันตรายถึงชีวิต ในทางตรงกันข้ามการทานไข่ 7 ฟองหรือมากกว่านั้นภายใน 1 สัปดาห์ จะไปเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ 23 เปอร์เซนต์" ดร.ไมเคิล กาเซียโน แห่งคณะแพทยศาสตร์ของฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงานการวิจัย กล่าวว่า ที่สำคัญคือ สำหรับหนุ่มที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ไข่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ดังนั้นคำพูดที่ว่าทานไข่วันละฟองอาจทำให้คุณไม่ป่วยไข้และห่างไกลหมอ ข้อนี้เฉพาะในกรณีที่คุณตรวจสุขภาพเป็นประจำ และร่างกายแข็งแรงอยู่แล้วเท่านั้น
ที่มา: www.bloggang.com
Friday, November 1, 2013
5 สิ่งที่ต้องทำสำหรับ "มื้อเย็น"
มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า "เช้าทานอย่างราชา กลางวันทานอย่างคนธรรมดา เย็นทานอย่างยาจก" นั่นก็เพราะว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามากเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเย็นนั้นควรรับประทานแต่พอดี ไม่หนักมากนัก เพราะว่าช่วงเย็นเป็นช่วงที่เราไม่ต้องใช้พลังงาน และเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนแล้วนั่นเอง ครั้งนี้เรามาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของอาหารเย็นต่อร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด และหลักที่ถูกต้องในการทานอาหารเย็นว่าเราจะทานอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีไปนาน ๆ
1. ไม่ควรงดอาหารมื้อเย็น
สาวๆ หลายคนชอบลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควรคะ เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด เลือกทานอาหารเบาๆ หรืออาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด อย่างเช่น เน้นผักและผลไม้ ส่วนเนื้อสัตว์ติดไขมัน ของมันๆ ทอดๆ ควรงดจะดีกว่านะคะและเวลาที่ควรทานคือหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ไม่ควรทานดึกกว่านี้
2. หลังทานอาหารเย็นไม่ควรออกกำลังกายต่อทันที
สาวๆ บางคนกลัวอ้วน หลังทานอาหารเย็นจึงออกกำลังกายทันที ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ควรนัก ถ้าเราทานอาหารภายในเวลา 1-2 ช.ม. แล้วไปออกกำลังกายทันที อาจทำให้เราเกิดอาการจุกได้ ถ้าเป็นไปได้ควรเดินเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะเวลาเราเดินลำไส้จะมีการขยับตัว อาหารก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานไปในตัวอีกด้วย เป็นแนวทางที่ดีในการปฏิบัติจะได้ไม่อ้วนนะคะ ส่วนสาวๆ ที่ต้องการออกกำลังกายหลังเลิกงาน เช่น ไปเข้าฟิตเนส จะมีหลักการทานมื้อเย็นอย่างไร ความจริงแล้วถ้าคิดจะออกกำลังกายในช่วงเย็น พอเลิกงานควรทานอาหารเบาๆ อาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวให้ละเอียด เว้นประมาณ 1-2 ช.ม. ก่อนการออกกำลังกาย งดอาหารย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด อาหารที่มีกะทิเหล่านี้จะย่อยยาก
3. หลังอาหารเย็นไม่ควรอาบน้ำในทันที
เพราะเมื่อเราทานอาหาร ขณะที่อาหารกำลังย่อย กระเพาะต้องทำงาน เลือดต้องถูกไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าเราไปอาบน้ำทันทีหลังอาหาร ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อร่างกายโดนน้ำเย็นๆ ก็จะทำให้เลือดจำเป็นต้องมาที่บริเวณผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ดังนั้นแล้วเลือดจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องถูกแบ่งมาที่ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดส่งไปที่กระเพาะได้น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบการย่อยทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ท้องจะอืด แน่นท้อง จุก จึงควรเว้นอย่างน้อยที่สุด 30 นาที และทางที่ดีที่สุดต้องประมาณ 1 ชม. สำหรับอาหารที่ย่อยง่าย และ 2 ช.ม. ถ้าเรารับประทานอาหารที่ย่อยยาก
4. หากสาวๆ ต้องการลดความอ้วนด้วยให้ทานผักหรือผลไม้ในมื้อเย็น
ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มื้อเย็นอาจทานเป็นผักผลไม้ และจะต้องไม่เลือกผลไม้ที่เป็นกรด เพราะขณะท้องว่างร่างกายจะมีกรดมากอยู่แล้ว และเลี่ยงการทานผักหรือผลไม้ดิบขณะท้องว่าง เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ แนะนำว่าให้ทานผักสุก เช่น การลวก การต้ม แกงจืด หรือยำที่รสชาติไม่จัดมาก เช่น ยำแตงกวา ยำวุ้นเส้น ที่ไม่เผ็ดหรือ เปรี้ยวเกินไป
5. อาหารมื้อเย็นที่ควรหลีกเลี่ยง
ได้แก่ อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง ถ้าต้องทานควรทานในปริมาณเล็กน้อย อาหารที่เป็นกรดมาก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกรดย้อนหลอดอาหารได้ สำหรับวัยผู้ใหญ่ แนะนำว่าอาหารมื้อเย็นควรเป็นอาหารย่อยง่าย มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตบ้าง แต่ไม่ต้องมาก เช่น ข้าว ข้าวซ้อมมือ (จะทำให้อยู่ท้องกว่า) ผักลวก ผักต้ม และต้องคำนึงถึงสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ
อย่าคิดว่าอาหารมื้อเย็นไม่สำคัญนะคะ ควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับการเลือกทานมื้อเย็นให้มาก แต่ต้องทานแค่พอเหมาะไม่ทานจุเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังมีอีกหลายโรคตามมาจากการทานอาหารมื้อเย็นที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ นอกจากนี้แล้วยังส่งผลถึงคุณภาพการนอนอีกด้วย อย่าลืมว่าตอนกลางคืนเราแทบจะไม่ได้ใช้พลังงานเลย อดก็เป็นโรค ทานมากเกินไปก็เป็นโรค ควรทานให้พอเหมาะพอดีนะคะ ดังคำกล่าวที่ว่า "อโรคยา ปรมา ลาภา" ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
ที่มา: www.bloggang.com
กินอาหารเสริมสร้าง "กล้ามเนื้อ" ง่ายๆ
การออกกำลังกายไม่ใช่วิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้หนุ่มๆ สาวๆ มีกล้ามเนื้อแข็งแรงสวยงาม แต่การเลือกทานอาหารที่ดี ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้เหมือนกันคะ ถ้าอยากรู้ว่ามีอาหารอะไรบ้างที่เข้าข่ายนี้ ลองอ่านข้อมูลดี ๆ ที่เรานำมาจากหนังสือ APPEAL THE BEAUTY BIBLE ฉบับเดือนกรกฎาคม 2555 กันได้เลย
ไข่ ถือเป็นตัวช่วยสำคัญอันดับต้นๆ ของหนุ่มๆ สาวๆ ที่เล่นฟิตเนสเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเลยล่ะ เพราะนอกจากจะหาซื้อได้ง่าย ราคาถูกแล้ว ประโยชน์ของไข่ขาวก็คือ มีโปรตีนสูง ย่อยง่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี คนๆ ที่เล่นเวทหนักๆ แนะนำให้ทานไข่ต้มวันละ 2-4 ฟอง เป็นประจำ (แต่ทานเฉพาะไข่ขาวนะ) รับรองกล้ามเนื้อคุณจะแน่นขึ้นจนเห็นได้ชัด
ปลาแซลมอน ในเนื้อปลาหรือน้ำมันปลาแซลมอนนี้มีสารโอเมก้า 3 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกทานปลาทะเลน้ำลึกอย่างพวกปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน และปลาเทราต์ ฯลฯ เพราะให้ทั้งโปรตีนและกรดไขมันคุณภาพสูงที่ดีต่อร่างกาย
นม ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญที่หาง่าย และราคาไม่แพง เมื่อตื่นเช้าไปแล้วจะถูกดูดซึมได้ดี แถมยังมีวิตามินดี และแคลเซียมที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย ผู้ที่อยู่ในช่วงสร้างกล้ามเนื้อหรือกำลังลดน้ำหนักอยู่ แนะนำให้ดื่มนมรสจืดหรือนมพร่องมันเนยจะได้ประโยชน์ตรงจุดที่สุด
โยเกิร์ต ประโยชน์ของโยเกิร์ตนอกจากช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีแล้ว โยเกิร์ตยังเหมาะกับคนที่เล่นเวท เพื่อสร้างกล้ามเนื้อด้วย เพราะในโยเกิร์ตมีธาตุสังกะสีอยู่เยอะ ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดี และยังช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่สึกหรอจากการออกกำลังกายอีกด้วย
ถั่วชนิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะให้โปรตีนสูง โดยเฉพาะถั่วเหลือง แล้วในถั่วต่าง ๆ ยังไม่มีไขมันอิ่มตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับอาหารจำพวกเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว หรือเนื้อหมูแล้ว เนื้อพวกนี้จะมีไขมันอิ่มตัวอยู่เยอะมาก นอกจากนี้อาหารประเภทถั่วยังมีไฟเบอร์ซึ่งช่วยในการขับถ่าย และช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อด้วย
ข้าวโอ๊ต เป็นอาหารธัญพืชที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายและยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย เพราะในข้าวโอ๊ตนั้นมีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยชะลอการดูดซึมและลดไขมันได้ดี
กาแฟ เนื่องจากในกาแฟมีคาเฟอีนอยู่ ซึ่งประโยชน์ของคาเฟอีนก็คือ มีส่วนช่วยในการเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ ลดความอ่อนล้า จึงทำให้คุณสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นนั่นเอง
กล้วยหอม เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานกับผู้ที่ชอบออกกำลังกายหรือนักกีฬา เพราะกล้วยหอมมีแมกนีเซียมที่ช่วยให้กล้ามเนื้อมีแรงและฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้เร็ว ซึ่งหลายคนอาจเคยเห็นนักเทนนิสระดับโลก มักจะทานกล้วยหอมในช่วงพักเบรก ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจหรอก เพราะกล้วยหอมนี้สามารถทานได้ทั้งก่อนหรือหลังออกกำลังกายเลยล่ะ
แอปเปิ้ล หากทานเป็นประจำแล้วจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อ เพราะในแอปเปิ้ลมีสารที่ชื่อเควอซิทิน ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของกล้ามเนื้อในคนที่ออกกำลังกายหนักๆ นอกจากนี้ในแอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์ซึ่งจะช่วยดูดซับไขมันได้อีกด้วย
พริก คือ พืชที่อุดมไปด้วยสารแคปไซซินซึ่งจะเป็นตัวควบคุมไขมัน และเร่งการเผาผลาญไขมันได้ดี อีกทั้งยังมีสารเสริมพลังที่ทำให้กล้ามเนื้อมีแรงมากขึ้น
น้ำ เป็นของเหลวที่ร่างกายเราขาดไม่ได้เลย นอกจากน้ำจะมีประโยชน์ต่อการลำเลียงสารอาหารต่าง ๆ ผ่านไปตามร่างกายแล้ว น้ำยังมีส่วนช่วยในการเร่งการเผาผลาญในร่างกายเราด้วย ดังนั้น การที่จะมีกล้ามใหญ่ ๆ ได้นอกจากการออกกำลังกาย และเลือกรับประทานทานอาหารแล้ว การดื่มน้ำสะอาดก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณมีสุขภาพดี
ที่มา: www.bloggang.com
10 อาหาร "โปรตีน" แทน "เนื้อสัตว์"
โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต ช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งโปรตีนส่วนใหญ่ที่เราได้รับมาจากเนื้อสัตว์ แต่อาหารจำพวกพืชผักผลไม้ก็มีโปรตีนเหมือนกันนะคะ
1. Quinoa เป็นธัญพืชที่อุดมด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ โดยมีส่วนประกอบของโปรตีนถึง 13%
2. อโวคาโด มีโปรตีน 2% มีไฟเบอร์ที่ดีต่อระบบขับถ่าย มีคาร์โบไฮเดรตและโอเมก้า 6 ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้
3. ถั่ว มีทั้งไฟเบอร์ วิตามินเค และวิตามินซี รวมทั้งมีโปรตีน 5%
4. ถั่วลูกไก่ (chick peas) เป็นถั่วเมล็ดแข็ง ที่มีไขมันน้อย แต่มีโปรตีนสูงถึง 23%
5. ซุปมิโซะ อาหารของชาวญี่ปุ่นที่ทำมาจากถั่วเหลือง ช่วยลดคอเลสเตอรอลและมีโปรตีนสูงถึง 12%
6. เนยถั่ว มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ชนิดเดียวกับที่พบในไวน์แดง ช่วยป้องกันโรคหัวใจโดยมีโปรตีน 28% และยังเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวด้วย
7. มะพร้าว ทั้งจากการกินสดและจากกะทิ มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง แต่ต้องระวังการกินมะพร้าวสดๆ เพราะมีไขมันอิ่มตัวอยู่ค่ะ
8. ข้าวกล้อง เป็นธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง และมีโปรตีนอยู่ 2.5%
9. บีทรูท มีแคลอรีต่ำ แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก ช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น และมีโปรตีน 3%
10. ข้าวโอ๊ต มีโปรตีนน้อยกว่า 3% แต่มีเบต้ากลูแคน ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างแมงกานีสและเซเลเนียม
ที่มา: www.bloggang.com
Wednesday, October 30, 2013
เคล็ดลับการดื่มไวน์เพื่อสุขภาพ
อันที่จริงแล้วไวน์มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด อาวุธในการต่อสู้กับความชราไม่จำเป็นต้องเป็นการฉีด Botox หรือการทาครีมบำรุงผิวเสมอไป
และบางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อให้ดูอ่อนเยาวน์ขึ้น เพราะเพียงจิบไวน์วันละเล็กน้อยก็สามารถช่วยคุณได้
มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องไวน์และ antiaging หรือการต่อสู้กับความชราเพื่อคงความอ่อนเยาวน์โดยนายแพทย์ Richard A. Baxter ที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ Age Gets Better with Wine ได้ศึกษาประโยชน์ของไวน์ต่อสุขภาพ และความอ่อนเยาวน์ไว้อย่างน่าสนใจ
มีการศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของไวน์มากมาย ซึ่งการดื่มไวน์มีผลกระทบโดยตรงกับสุขภาพของผิวพรรณทำให้เป็นที่ยืนยันได้ค่อนข้างชัดเจนว่าการดื่มไวน์ช่วยให้คุณดูอ่อนเยาวน์ได้จริง
ทำไมไวน์จึงช่วยเรื่อง antiaging ?
กลไล antioxidant ในไวน์แดงที่เป็นทำงานต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าสาร antioxidant ในไวน์นี้เองที่ช่วยทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับอายุ เมื่อเปรียบเทียบไวน์กับน้ำองุ่นธรรมดาแล้ว ไวน์แดงจะมีความเข้มข้นของ antioxidant มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะไวน์จะต้องผ่านการหมักบ่มซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีในกระบวนการทำน้ำองุ่น ทำให้ระดับ antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เท่ากัน
ความเครียดก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณดูแก่กว่าวัย เป็นเรื่องยากที่จะศึกษาประโยชน์ที่ได้จากการดื่มไวน์กับพฤติกรรมของนักดื่ม เพราะจากการศึกษาพบว่าผู้ที่ดื่มไวน์เป็นประจำมักจะมีความเครียดในชีวิตประจำวันน้อยกว่าคนธรรมดา ซึ่งหากจะนำเรื่องนี้มาเป็นปัจจัยศึกษาในประเทศไทย ก็อาจจะเป็นเรื่องยากเพราะพฤติกรรมการดื่มของแต่ละคนก็แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเราสามารถสังเกตได้ว่าผู้ที่ดื่มไวน์มักจะไม่ได้ดื่มจนเมาเหมือนกลุ่มผู้ดื่มเบียร์หรือเหล้า
ไวน์ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ชาวเมดิเตอเรเนี่ยนใช้เพื่อ diet ซึ่งนอกจากไวน์แล้วยังจะต้องมีโฮลเกรน, ถั่ว, ธัญญาพืช ฯลฯ ร่วมด้วย ซึ่งชาวเมดิเตอเรเนี่ยนจะบริโภคสิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตประจำวันอยู่แล้วทำให้มีสุขภาพดี จากการศึกษาจำนวนมากเราพบว่าชาวเมดิเตอเรเนี่ยนมีการความคุมอาหารที่ดีและมีชีวิตที่ยืนยาว
ควรดื่มปริมาณเท่าไหร่ต่อวัน ?
การดื่มไวน์วันละแก้วจะช่วยคุณในเรื่องสุขภาพ แต่ถ้าคุณสูบบุหรี่ก็จะมีผลกระทบด้วยเพราะการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มสารก่อมะเร็ง หรืออนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้สารต้านอนุมูลอิสระในไวน์ถูกนำไปใช้ในเรื่องผิวพรรณของคุณได้ไม่เต็มที่ ในทางตรงกันข้ามหากคุณดื่มไวน์มากเกินไปต่อวันก็อาจกลายเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าเป็นผลดีได้เช่นกัน
เมื่อคุณเริ่มดื่มไวน์เป็นประจำวันละแก้วผิวพรรณของคุณจะเริ่มเปล่ง มีน้ำมีนวล และคุณจะมีอายุยืนกว่าธรรมดา ที่ไม่สูบบุหรี่หรือกินเหล้าทั่วไป มีการศึกษาพบว่าผู้ที่ดื่มไวน์เป็นประจำมีระดับการเกิดของมะเร็งต่างๆ น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม และยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และโรคเบาหวานได้อีกด้วย คนทั่วไปมักจะคิดว่าการดื่มไวน์ก็ไม่ต่างจากการดื่มเหล้าหรือเบียร์ ที่ให้เสียสุขภาพและทำให้สมองทำงานได้แย่ลง แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ดื่มไวน์วันละแก้วเป็นประจำทุกวันสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง 80% เลยทีเดียว
สำหรับผู้แพ้แอลกอฮอล์
คนที่ไม่สามารถดื่มไวน์เนื่องจากมีอาการแพ้แอลกอฮอล์กก็สามารถเลือกที่จะบริโภคอาหารประเภทอื่นที่มีสารต้านอนุมูลอิสาระ ซึ่งมีมากในพืชจำพวกเบอรี่ ทั้งหลาย หรืออาจจะเลือกบริโภคดาร์คช๊อกโกแลต ซึ่งมีผลต่อสุขภาพใกล้เคียงกับไวน์ ทั้งดาร์คช๊อกโกแลต และไวน์มีผลทางการศึกษาว่าสามารถป้องกันผิวของคุณจากการทำลายของแสงได้แดดอีกด้วย
แล้วไวน์ขาวล่ะ ?
โดยทั่วไปแล้วไวน์ขาวไม่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากเท่ากับในไวน์แดง ดังนั้นหากจะเลือกดื่มเพื่อสุขภาพไวน์แดงก็เป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะเป้าหมายในการดื่มคือเราต้องการสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในไวน์แดง นอกจากนี้สถานที่แหล่งกำเนิด รวมทั้งขั้นตอนการผลิตของแต่ละที่ก็มีผลทำให้ไวน์มีคุณภาพ และสารต้านอนุมูลอิสระไม่เท่ากัน
ที่มา: www.bloggang.com
Subscribe to:
Posts (Atom)













.jpg)



.jpg)









