Sunday, March 16, 2014

ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)


หลายคนคงเคยอ่านบทความเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดพุง การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แล้วในบทความเขียนถึงการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) บางคนอาจสงสัยว่าคืออะไร มีวิธีทำอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร วันนี้เราก็เลยนำเรื่องราว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ มาฝากกันคะ

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นแหล่งพลังงานที่เราใช้ในกิจวัตรประจำวันทั่วๆ ไป หรือที่เรารู้จักในนามแคลอรี่ (Calories) ถ้าเรายิ่งใช้พลังงานในการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ หรือออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานมากขึ้นเท่าไหร่ ไขมันหรือแคลอรี่ที่สะสมอยู่ในตัวเรานี่แหละ จะยิ่งถูกเผาผลาญออกไปมากขึ้นเท่านั้น

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอนั้น คือ การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจของเราเต้นเร็วขึ้น ทำให้ร่างกายของเราเผาผลาญแคลลอรี่ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งแคลอรี่ที่พึ่งได้รับเข้าไปและแคลอรี่ที่สะสมอยู่ในตัวเราในรูปแบบไขมัน เป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป ตัวอย่างประเภทของการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น เต้นแอโรบิก, วิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, ต่อยมวย, กระโดดเชือก, เดินเร็ว, ตีเทนนิส, ตีแบตมินตัน เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. คาร์ดิโอแบบความเข้มข้นต่ำ (Low Intensity) – เป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจ (THR) อยู่ที่ 55% – 65% การคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นต่ำนี้ จะช่วยเผาผลาญไขมัน ลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี โดยไม่ทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อไป

2. คาร์ดิโอแบบความเข้มข้นปานกลาง (Medium Intensity) – เป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจ (THR) อยู่ที่ 65% – 75% การคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นปานกลางนี้ ช่วยลดความอ้วนได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แต่ร่างกายจะเอาพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตมาใช้มากกว่าคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นต่ำ จะทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้ง่ายขึ้น

3. คาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูง (High Intensity) – เป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจ (THR) อยู่ที่ 75% – 85% การคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูงนี้จะใช้พลังงานค่อยข้างมาก และพลังงามที่ใช้ไปส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากไขมันแต่ก็ช่วยในการลดความอ้วนได้เช่นกัน คาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูงนี้ จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกายของเราให้สูงขึ้น ถึงแม่คุณจะเลิกออกกำลังกายและกลับบ้านแล้ว แต่ร่างกายของคุณก็ยังนำพลังงานมาใช้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผลดีต่อการลดความอ้วน ลดไขมัน ลดน้ำหนัก แต่ก็มีผลเสียทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อมากหากทำคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูงนานเกินไป

4. คาร์ดิแบบความเข้มข้นสูงที่ใช้เทคนิคการฝึกแบบพิเศษ (Extra High Intensity) – เป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจ (THR) อยู่ที่ 90% – 95% หรือมากกว่าจนเกือบ 100% คาร์ดิโอแบบพิเศษนี้ทำได้ยาก ส่งผลให้ทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ คือตั้งแต่ 4 – 15 นาทีเท่านั้น เพราะร่างกายเราจะรับสภาพความรุนแรงไม่ไหว


การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ช่วยเผาผลาญแคลลอรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการออกกำลังกายแบบอื่น มีผลดีต่อการลดความอ้วน ลดไขมัน ลดน้ำหนัก และยังมีผลดีต่อหัวใจ ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความแข็งแรงของหัวใจ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดง ทำให้การไหลเวียนของออกซิเจนดียิ่งขึ้น

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำคาร์ดิโอคือ หลังจากตื่นนอนก่อนทานอาหารเช้า หรือหลังจากเล่นเวทเทรนนิ่งเสร็จ เนื่องจากเวลาทั้งสองเป็นเวลาที่เราใช้พลังงานจากไกลโคเจนซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักจนเกือบหมด หลังจากการนอนมาทั้งคืน หรือฝึกมาตลอดชั่วโมง ดังนั้นการทำคาร์ดิโอในช่วงเวลานี้จะเป็นการบังคับให้ร่างกายนำไขมันมาใช้ในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ (ร่างกายต้องการเก็บคาร์โบไฮเดรตไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน)

ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าไม่สะดวกกับเวลาทั้งสองก็ไม่เป็นไร เวลาที่ดีที่สุดคือ เวลาที่สาวๆ สามารถทำมันได้อย่างสะดวกที่สุด และสม่ำเสมอที่สุด ในหนึ่งสัปดาห์ควรออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ประมาณ 3-4 วัน

สำหรับคุณสาวๆ มือใหม่ที่อยากออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ควรเริ่มจากการออกกำลังกายขั้นต่ำ 30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน เมื่อคิดว่าร่างกายเริ่มเคยชินและกำลังอยู่ตัวแล้ว จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนเวลาในการออกกำลังให้มากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่มีร่างกายฟิตในระดับหนึ่ง อาจจะลองวิธีคาร์ดิโอที่เรียกว่า Interval ดู วิธีนี้คือการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา มีวิธีทำคือ ให้เริ่มต้นด้วยการวิ่งเหยาะๆ เป็นเวลาประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ร่างกายร้อนเต็มที่ หลังจากนั้นให้เริ่มวิ่งเต็มแรง 30 วินาที แล้วหยุดเดิน 30 วินาที แล้ววิ่งเต็มแรงอีกครั้ง แล้วหยุดอีกครั้ง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนครบ 20 นาทีก็ถือว่าจบการฝึก

มีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่าการฝึกแบบ Interval Training ช่วยเร่งอัตราเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้นมากกว่าการฝึกด้วยความเร็วคงที่เป็นเวลานานถึง 1-2 วันเลยทีเดียว ทำให้ไขมันถูกเผาผลาญไปมากกว่าการทำคาร์ดิโอแบบปกติ

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เพียงอย่างเดียวยังไม่ถือว่าเพียงพอในการลดห่วงยางรอบเอว คุณสาวๆ ควรทำการออกำลังด้วยการเล่นเวทเทรนนิ่ง ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ทั้งการลดน้ำหนักและสัดส่วนที่ดีอีกด้วย

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นการช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นจะต้องทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จึงจะสามารถลดน้ำหนักได้จริง และต้องอาศัยความอึดในการเล่น เพราะมีหลายคนที่ท้อและเลิกเล่นเพราะไม่เห็นผลทันตา

ถ้าหากทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอประมาณ 1 เดือน คุณสาวๆ ก็จะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามของตัวเองอย่างแน่นอน

Tip ระหว่างการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอนั้น หากคุณรู้สึกมีอาการปวดหัวและปวดตุ้บๆ ควรนั่งพักจนกว่าหัวใจจะเต้นช้าลงและไม่ควรหายใจทางปาก

Friday, March 14, 2014

ว่ายน้ำความลับเพื่อสุขภาพและลดความอ้วนของคนโบราณ


"ว่ายน้ำ" ได้รับการยกย่องว่า เป็นกีฬาที่ได้รับมาจากพระเจ้า เพราะว่าการว่ายน้ำมีประโยชน์มากมาย เช่น ลดความอ้วน รักษารูปร่างให้สมบูรณ์แบบ เพิ่มความเร็วในการเผาผลาญอาหาร (สำคัญมากสำหรับการเผาผลาญไขมัน) และการว่ายน้ำยังช่วยพัฒนาทักษะการเอาชีวิตรอด

ว่ายน้ำเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็น วิธีที่มีประสิทธิภาพมากในการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดไขมัน และทำให้ร่างกายคุณกระชับ นอกจากจะเป็นประโยชน์มากสำหรับสุขภาพแล้ว ว่ายน้ำยังดีสำหรับระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือดและระบบประสาทกล้ามเนื้อ นอกจากช่วยให้การเผาผลาญของร่างกายมากขึ้นแล้ว ว่ายน้ำยังช่วยให้คุณ มีรูปร่างที่ดี

ถึงแม้ว่าการ ว่ายน้ำจะมีประสิทธิภาพมากอยู่ในตัวของมันแล้ว แต่ก็ต้องเน้นเรื่องการรับประทานอาหาร และดูแลตัวเอง เมื่อรับประทานอาหารที่เหมาะสมและนอนหลับผักผ่อนอย่างเพียงพอ ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณตกใจได้อย่างแน่นอน เพราะน้ำหนักคุณจะลดลงอย่างรวดเร็ว และง่ายดายจนน่าเหลือเชื่อ คุณจะมีรูปร่างดี สุขภาพดี โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์กีฬา อื่นๆ มาให้รกบ้าน

ที่มา: www.18fat.com

กี่แคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญไปเมื่อคุณเต้น


คุณสามารถ เผาผลาญแคลอรี่ได้ประมาณ 105 – 620 แคลอรี่ เพียงแค่คุณเต้น 30 นาที

จะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากหรือน้อยมันขึ้นอยู่กับ น้ำหนักตัวของคุณ วิธีการเต้นของคุณ ประเภทของการเต้น ความต่อเนื่องของการเต้น เวลาที่คุณใช้เต้น ด้านล่างนี้ที่นำมาฝากเป็นประมาณการทั่วไปในการเผาผลาญแคลอรี่ด้วยการเต้น เป็นเวลา 30 นาที แบ่งตามประเภทของการเต้น มาดูกันว่า กี่แคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญไปเมื่อคุณเต้น

วอลซ์, ฟอกซ์ทรอท, แซมบ้า, แทงโก้, แมมโบ้, ชา ชา ช่า, และอื่นๆ

ถ้าคุณมีน้ำหนัก 68 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 105 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 145 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 113 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 180 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 136 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 215 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 158 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 250 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 181 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 285 แคลอรี่ ใน 30 นาที
เต้นลีลาศจังหวะเร็ว

ไลน์แดนซ์, ดิสโก้, ไอริชเต็ป, โฟล์ค, สแควร์แดนซ์, ฮูลา, และอื่นๆ

ถ้าคุณมีน้ำหนัก 68 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 160 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 215 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 113 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 270 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 136 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 320 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 158 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 375 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 181 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 430 แคลอรี่ ใน 30 นาที
โมเดิร์นแดนซ์

แจ๊ส, แท็ป, และอื่นๆ

ถ้าคุณมีน้ำหนัก 68 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 170 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 230 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 113 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 285 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 136 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 345 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 158 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 400 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 181 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 460 แคลอรี่ ใน 30 นาที

เต้นแอโรบิก

ถ้าคุณมีน้ำหนัก 68 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 230 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 310 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 113 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 385 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 136 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 465 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 158 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 540 แคลอรี่ ใน 30 นาที
ถ้าคุณมีน้ำหนัก 181 กิโลกรัม คุณสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 620 แคลอรี่ ใน 30 นาที

ที่มา: www.18fat.com

สำหรับคนที่ยังคิดไม่ออกว่าการเต้นแบบไหนเหมาะกับตัวเอง ลองคิดง่ายๆ ว่าอยากลดน้ำหนักส่วนไหนของร่างกาย เช่น

อยากลดพุง มีหุ่นสวย เซ็กซี่ สะดุดตา  Bollywood Dance และ Belly Dance
อยากลดทุกสัดส่วน Zumba Dance และ Pole Dance
หุ่นสวย กระชับ Kpop dance
กระชับกล้ามเนื้อแขนและขา Jazz Dance
สร้างบุคลิกภาพที่สวยงาม น่ามอง Ballet Dance และ Flamenco Dance

สาวๆ ที่ตัดสินใจได้แล้วว่าอยากเต้นแบบไหน และกำลังมองหาคอร์สเต้นในราคาสุดพิเศษสุดคุ้ม หรือต้องการออกกำลังด้วยโปรแกรมใหม่ๆ ทันสมัย ไม่ซ้ำใคร พร้อมกับผลลัพธ์ที่่น่าพอใจในเวลาอันรวดเร็ว ก็อย่ารอช้าคะ รีบมาทดลองออกกำลังกายด้วยกีฬาน้องใหม่มาแรงอย่าง Fusion Boxing, Pilates, Yoga Fly, Boot Camp และ Core Suspend โดยสามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com

อยากมีหุ่นสวยกระชับ อย่ารอช้าคะ รีบมาเต้นสะบัดไขมัน คลายความเครียด เพิ่มความโค้งเว้าให้ร่างกายกันเถอะกันคะ


Wednesday, March 12, 2014

ทำไมใครๆ ก็ออกกำลังกายด้วย Boot camp



เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นดาราฮอลีวูด ดาราไทย นักร้อง คนดัง หรือสาวๆ ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือกลุ่มคนรักสุขภาพ  ใครๆ ก็หันมาออกกำลังกายด้วย "Boot Camp" หลายคนคงสงสัยว่าทำไมการออกกำลังกายชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมมากๆ

อย่างแรกก็คือ สนุกและตื่นเต้น Boot Camp เป็นเป็นการออกกำลังกายที่สนุก ไม่จำเจ ไม่น่าเบื่อ การออกกำลังกายชนิดนี้ ครูฝึกจะจัดให้ในแต่ละวันจะทำกิจกรรมไม่ซ้ำกัน เพราะฉะนั้นสาวๆ จะได้ตื่นเต้นกันทุกวันค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถออกกำลังกายทั้งนอกและในสถานที่ ได้เปลี่ยนบรรยากาศตลอดเวลา

อันดับที่สอง ประหยัด คือ สาวๆ ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินเพื่อหาซื้ออุปกรณ์อะไรมากมาย มีแค่ตัวกับใจก็พอละคะ

ต่อมาคือ เห็นผลเร็ว ได้ผลจริง Boot Camp สามารถทำให้ร่างกายเกิดเผาผลาญได้ดี และช่วยทำให้เรามีหน้าท้องที่แบนราบ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ทดลองออกกำลังกายด้วย Boot Camp สักหนึ่งเดือน รับรองเห็นผลคะ น้ำหนักลด พร้อมหุ่นเพรียว เอวๆ เป็นเอว และยังมีหุ่นเฟิร์มขึ้นอีกด้วยคะ

สุดท้ายคือ มีคนช่วยกระตุ้น การออกกำลังกายชนิดนี้เป็นฝึกแบบทหาร จะมีครูฝึก ซึ่งบางครั้งเป็นทหารเก่ามาเอง มาคอยคุม ออกคำสั่ง กระตุ้นให้เราออกกำลังกายตามเวลา และแผนที่กำหนด ทำให้เราไม่สามารถเกี่ยงงอน หรือมีเงื่อนไข เช่น เหนื่อยแล้ว พอดีกว่า หรือฉันทำไม่ได้ เหมือนการออกกำลังกายทั่วไป ซึ่งทำให้เรามั่นใจในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา หากเราทำตามแผนที่กำหนด เราก็จะได้รับผลลัพธ์เป็นหุ่นงามๆ กลับมาในระยะเวลาไม่นานเกินรอคะ นอกจากนี้ยังทำเป็นกลุ่ม ทำให้เรามีเพื่อนที่เป็นตัวกระตุ้น พอเห็นเพื่อนทำได้ เช่น วิดพื้น วิ่งวิบาก ยกเวท เราก็อยากทำตามบ้างคะ

สำหรับสาวๆ ที่สนใจ อยากทดลองออกกำลังกายด้วย   Boot Camp อย่ารอช้าคะ รีบมาสมัครเรียนกันเลยคะ เรียนกับสถาบันออกกำลังกายครบวงจร นำเสนอคอร์สออกกำลังกายรูปแบบใหม่ ทันสมัย และโปรแกรมลดน้ำหนักที่หลากหลาย ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล พร้อมเทรนเนอร์มืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์ยาวนาน ที่พร้อมให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเพื่อให้สาวๆ บรรลุเป้าหมาย สามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จ และมีรูปร่างสวยกระชับได้จริงในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้สถานที่ฝึกยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้สาวๆ เดินทางได้ง่ายและสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลม

ติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com


บทความที่เกี่ยวข้อง 


สนุกพร้อมมีหุ่นสวย หน้าท้องแบนเรียบด้วย "Boot Camp"

Saturday, March 8, 2014

กินแบบเกาหลี ช่วยลดความอ้วน


หากสาวๆ ที่ชอบและติดตามหนักเกาหลีแบบไม่หลับไม่นอนดูซี่รี่กันเป็นวันๆ แถวยังต้องมีขนมขบเคี้ยวคอยดูไปเคี้ยวไประหว่างดูซีรี่ด้วยแล้ว ต้องระวังให้ดีเลยทีเดียวเชียว เพราะมันจะทำให้สาวๆ หุ่นเพรียวแปลงร่างแบบหนังญี่ปุ่นสมัยเด็กๆ เป็นแน่ คราวนี้ต้องมานั่งเร่งลดความอ้วนกันยกใหญ่กันเลยทีเดียว

ที่นี้เรามาลองทานอาหารแบบสาวๆ แดนโสมเพื่อลดความอ้วนกันดีกว่า อาหารแดนกิมจินั้นมีสารอาหารที่สมดุล ทำให้การลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ง่าย ซึ่งจะอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตจากผักและข้าว 70% โปรตีน 14-17% รวมไปทั้งไขมันอีกประมาณ 13% ซึ่งในทางกลับกันอาหารพวกฝรั่งตาน้ำข้าวนั้นมีไขมันถึง 30-40% และน้ำตาลอีก 15% เลยทีเดียวเชียว เรามาลองดูวิธีกินแบบเกาหลีเพื่อ ลดความอ้วนกันเลยดีกว่า

กินเพื่อลดความอ้วนแบบที่ 1 อาหารอย่างก๋วยเตี๋ยวเนื้อแล้วก็ข้าวยำเกาหลี ข้าวยำเกาหลีนั้นจะมีผักเครื่องเคียงสีสันต่างๆมากมาย ทั้งผักสวนครัวและผักป่า เราก็จัดการสะอย่าให้เหลือเพราะการกินผักเยอะๆ นั้น เป็นการลดความอ้วนที่ดีเลยที่เดียวเชียว นอกจากจะอิ่มโดยไม่ต้องกินไขมันและคาร์โบไฮเดรตเข้าไปเยอะๆ แล้ว ในผักเองก็ยังมีใยอาหารอีกเต็มไปหมด ช่วยให้เราขับถ่ายได้ดีอีกต่างหาก แหมๆ ผักเนี่ยยังไงก็ช่วยให้ ลดความอ้วนได้อย่างดีจริงๆ

กินเพื่อลดความอ้วนแบบที่ 2 ไม่ใช่แต่คนไทยอย่างเดียวที่กินอาหารรสจัดและเผ็ด อาหารเกาหลีก็เช่นเดียวกัน ก็จะอุดมไปด้วยเครื่องเทศที่เผ็ดและรสจัดเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น ความเผ็ดร้อนนั้นยังจะช่วยให้เผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี และก็เป็นการ ลดความอ้วนที่ดีด้วยเหมือนกัน

กินเพื่อลดความอ้วนแบบที่ 3 นึกถึงอาหารแดนโสมแล้ว จะต้องนึกถึงกิมจิเป็นอย่างแน่แท้ กิมจินี้ส่วนมากทำมาจากกะหล่ำปลีดองหรือกะหล่ำปลีสด เอามาปรุ่งให้ได้รสชาติด้วย พริก ขิง กระเทียม แต่ก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละสูตร และมันก็จะถูกนำมากินเป็นเครื่องเคียงในทุกๆมื้ออาหาร ตัวมันเองก็มีสารอาหารที่ดีมาก ช่วยในระบบย่อยอาหาร เพราะฉะนั้นตัวกิมจิเองเป็นตัวช่วย ลดความอ้วนที่ดีอีกตัวนึง ฟาดให้เรียบอย่าให้เหลือ
     
กินเพื่อลดความอ้วนแบบที่ 4 Seoul Department of Internal Medicine ออกมาประกาศว่า โสมของเกาหลีนั้นอาจจะมีสรรพคุณที่ช่วยควบคุมระดีบน้ำตาลในเลือดได้ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วว่าโสมนั้นมีสรรพคุณมากมาย และช่วยเรื่องลดน้ำหนักแ หากไม่ชอบรสชาติแบบเพียวๆ ก็ลองซื้อซุปไก่สูตรผสมโสมมาลอง เพื่อจะกระเดือกลงคอได้ดีขึ้น แต่ถ้าหากไม่ชอบซุปไก่อีกก็คงจะต้องหาที่เป็นแคปซูลมาลองกินกันดูละทีนี้

กินเพื่อลดความอ้วนแบบที่ 5 ล้อมวงกินข้าวกันแบบในหนังซีรีย์ แต่ก็อาจจะเหมือล้อมวงจกส้มตำแบบคนไทย ประดยชน์ของมันก็คือ เมื่อเราล้อมวงกินข้าวแทนที่จะกินแบบต่างคนต่างกินแล้ว เราก็จะมีการพูดคุยกับผู้อื่นมากขึ้นทำให้สมองมีเวลาสั่งการไปยังร่างกายเพื่อที่จะสั่งไปที่ปากเราว่าอิ่มได้แล้วหยุดเปิดปากรับ อาหารเข้ามาสักที เราก็จะกินอาหารได้น้อยลง ทำให้ลดความอ้วนได้อีกทาง

นอกจากการกินที่ถูกวิธีแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน สำหรับสาวๆ ที่อยากออกกำลังกายแบบสนุก พร้อมหุ่นผอมเพรียวด้วยการเต้นในราคาสุดพิเศษสุดคุ้ม หรือต้องการออกกำลังด้วยโปรแกรมใหม่ๆ ทันสมัย ไม่ซ้ำใคร พร้อมกับผลลัพธ์ที่่น่าพอใจในเวลาอันรวดเร็ว ก็อย่ารอช้าคะ รีบมาทดลองออกกำลังกายด้วยกีฬาน้องใหม่มาแรงอย่าง Fusion Boxing, Pilates, Yoga Fly, และ Boot Camp โดยสามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com

ที่มา: perfectslim.lnwshop.com


Saturday, February 22, 2014

กีฬาสุดโปรดของดาราคนดัง

หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมดารา คนดัง หลายๆ คนถึงมีหุ่นสวยกระชับ รูปร่างดีจนต้องเหลียวหลังมอง นอกจากการกินอย่างถูกวิธีแล้ว สิ่งที่ดาราทั้งหลายเขาทำเป็นประจำกันก็คือ "การออกกำลังกาย" คะ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าดาราเขาออกกำลังกายแบบไหนถึงได้สวยวันสวยคืน



เริ่มจากนางแบบชื่อดัง "ลูกเกด เมทินี" เคล็ดลับหุ่นสวยกระชับของเธอ คือ "การต่อยมวย" โดยได้ให้สัมภาษณ์ว่าไว้ "การดูแลรูปร่างของลูกเกด เน้นการออกกำลังกายค่ะ ตอนนี้ก็มีต่อยมวย ต่อยมานานเป็นปีละค่ะ ก่อนที่เค้าจะฮิตกันอีก นอกจากนั้นถ้ามีเวลาว่างก็แอโรบิคแล้วก็ยกเวทนิดหน่อย แต่ส่วนมากจะเน้นต่อยมวย เพราะ จะเผาผลาญไขมัน และออกกำลังกายได้ทุกส่วน ถ้าเราเตะ เข่า ในท่าถูกวิธี รูปร่างก็จะดูเฟริม์ขึ้นไม่หย่อนคล้อย"



ส่วนเพื่อนนางแบบที่หุ่นสวยไม่แพ้กัน "พิม ซอนย่า คูลลิ่ง" เธอเล่นกีฬาหลายประเภทมากๆ คะ ไม่ว่าจะเป็น โยคะฟลาย วิ่ง และเดินเร็ว  "การออกกำลังกายสามารถทำได้ทุกที่ ดูทีวีก็สามารถปั่นจักรยานได้ ซิตอัพได้ ตอนเช้า ตื่นนอนแล้วพิมจะออกไปเดินเร็วๆ ประมาณ 45 นาที ซึ่งจะทำให้ได้บริหารปวด ขา เอว สะโพก แต่ต้องเดินเร็วๆ และซิตอัพทุกวัน เช้า 1 ครั้ง เย็น 1 ครั้ง เซ็ตละ 10 ครั้ง 3 เซ็ต ตอนนอนดูทีวีก็ยกขาขึ้น 3 เซ็ต"



ด้านดาราสวยและเซ็กซี่ตลอดกาลอย่าง "ต่าย เพ็ญพักตร์" เผยความลับสวยสองพันปีว่า "มีออกกำลังกายบ้าง แต่พี่เป็นคนไม่ออกกำลังกายหักโหมนะคะ เป็นคนที่ชอบทำงานบ้านเอง มันเหมือนเราได้เคลื่อนไหวตัวเองตลอดเวลา ทำแบบนี้มานานแล้ว 30 กว่าปีที่เราทำอยู่ เลยไม่ต้องไปออกกำลังกายถึงขนาดนั้น การที่เราทำอยู่ที่บ้านก็เหมือนได้ออกแรง เพราะเมื่อก่อนเราไม่ค่อยสนใจหรอก เหมือนเรายังอายุน้อยๆ แต่อายุมากขึ้นเหมือนต้องดูแลตัวเองมากขึ้น"



ซุปตาร์ "อั้ม พัชรภา" ออกกำลังกายหลายประเภทมากๆ คะ ไม่ว่าจะเป็นตีแบด เข้าฟิตเนส วิ่ง หรือแม้แต่ทำงาน ก็ยังหาเวลามาออกกำลังกายด้วยการเดิน จึงไม่ต้องแปลกใจเลยนะคะ ว่าทำไมถึงได้รับรางวัลสาวเซ็กซี่แทบทุกปี จนต้องออกมาประกาศว่าพอแล้ว



ส่วนดาราที่สวยไม่แพ้อั้ม อย่าง "ชมพู่ อารายา" เธอให้ความสำคัญกับการออกลังกายมากๆ ถึงขั้นจ้างเทรนเนอร์มาสอนเล่นโยคะ และต่อยมวยถึงบ้านคะ



อีกหนึ่งดาราที่กำลังฮอตข้ามประเทศ "ญาญ่าญิ๋ง รฐา" เธอเน้นการดูแลร่างกายทั้งภายในและภายนอก "การออกกำลังกายเมื่อก่อนจะเข้าฟิตเนส อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ห่างมานานมากจนพี่ๆ โทรมาถามว่าเมื่อไหร่จะเข้ามาอีก ตอนนี้น้ำหนักก็ขึ้น 2-3 กก. ปกติจะไปวิ่ง 30 นาที แล้วเล่นเครื่องต่างๆ เล่นเวท บอล ซิทอัพ วิดพื้น ถ้ามีเวลาว่างมาก ก็จะเล่นบอดี้คอมแบทบ้าง โยคะ พีลาทีส ถ้ามีเวลาก็จะอยู่ในนั้นทั้งวัน คือเข้าบ่ายสอง ออกมาอีกที 1 ทุ่ม คือเราใช้เวลาทั้งวันแล้วมันได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าไปวิ่งๆ นิดหน่อยแล้วกลับเพราะฉะนั้นการเข้ายิมของญิ๋งจะให้เวลามันจริงๆ อาบน้ำออกมาจะตัวเบา แล้วก็จะหิว ก็รู้ตัวว่าต้องส้มตำหรือสลัดแล้ว"



ปิดท้ายที่ "แหม่ม" คัทลียา แมคอินทอช คุณแม่ลูกสามที่ยังสาวและสวย เผยว่า  "หลักๆ เลยในหนึ่งอาทิตย์ต้องเล่นกีฬาอย่างน้อย 3 วัน ก็จะมีว่ายน้ำ เข้ายิม และฟิตเนส ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีมากช่วยได้ทุกส่วนในร่างกาย ที่สำคัญคือช่วยการไหลเวียนเลือดของหัวใจ ถ้าเลือดไหลเวียนดี หน้าตาผิวพรรณก็ออกมาสวยงาม ส่วนฟิตเนสเล่นเฉพาะส่วนคือแขน ก้น ขา เพื่อไม่ให้ดูคล้อย แหม่มไม่ได้เล่นกีฬาเพื่อให้ผอมแต่เพื่อให้กระชับแข็งแรง

สำหรับสาวๆ ที่อยากออกกำลังกายแบบสนุกด้วยการเต้นในราคาสุดพิเศษสุดคุ้ม หรือต้องการออกกำลังด้วยโปรแกรมใหม่ๆ ทันสมัย ไม่ซ้ำใคร พร้อมกับผลลัพธ์ที่่น่าพอใจในเวลาอันรวดเร็ว ก็อย่ารอช้าคะ รีบมาทดลองออกกำลังกายด้วยกีฬาน้องใหม่มาแรงอย่าง Fusion Boxing, Pilates, Yoga Fly, และ Boot Camp โดยสามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com

บทความโดย นันทพร คำยอด


Sunday, February 16, 2014

10 ขั้นตอนกินเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น


1. ลดปริมาณขนม แทนที่จะกินขนมคบเคี้ยวต่างๆ ที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ แถมทำให้อ้วนอีกต่างหาก ก็เปลี่ยนมารับประทานผลไม้ที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินแทน เช่น แอ๊ปเปิ้ล องุ่น ส้ม หรือหากตัดอกตัดใจไม่ได้ ก็ค่อยๆ ลดปริมาณลงไปทีละนิด หรือหันมาบริโภคของกินเล่นที่มีประโยชน์ เช่น โยเกิร์ต เนยถั่ว ซีเรียลแท่ง เป็นต้นคะ

2. ใส่ใจกับการเลือกซื้ออาหาร เวลาที่สาวๆ ไปชอปปิ้งเลือกซื้ออาหาร ผัก ผลไม้เข้าบ้าน แทนที่จะเลือกซื้อของที่ถูกตา ต้องใจ ถูกปาก ควรจะพิธีพิถันเลือกของที่ดีต่อสุขภาพ และมีประโยชน์ ปลอดสารพิษ ถ้าจะให้ดีมากขึ้น ควรวางแผนไว้เลยว่าสัปดาห์นี้จะทำอาหารอะไร ในเมนูแต่ละมื้อ ควรมีผัก ผลไม้อยู่ด้วยทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันสูง และไม่ควรทานอาหารที่เค็มมากๆ เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ

3. อ่านฉลากอาหารที่บริโภค ก่อนที่จะเลือกรับประทานอาหารใดๆ สาวๆ ควรใส่ใจอาหารฉลากอาหารนิดหนึ่งว่า มีปริมาณไขมันเท่าไหร่ มีน้ำตาล และโซเดียมหรือไม่ มีวิตามิน หรือแร่ธาตุมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อจะได้แน่ใจว่าเลือกรับประทานอาหารที่ไขมันไม่สูง และได้สารอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องยาก เสียเวลา แต่ก็ดีกว่ารับประทานไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ แถมเพิ่มไขมันสะสมให้ร่างกายนะคะ

4. มีวินัยในการกิน อยากจะสวย เราต้องมีวินัยในการกินคะ เลิกการกินของจุบจิบที่ไม่มีประโยชน์ ควรกินอาหารเป็นมื้อ แต่ละมื้อควรกำหนดปริมาณการกินด้วย ไม่กินจนอิ่มเกินไป หรือกินแบบเสียดายของ ปริมาณของมื้ออาหารในจานควรมีขนาดเท่ากับหนึ่งกำปั้นของคนกิน ถือว่ากำลังดีคะ

5. เปลี่ยนความคิด แน่นอนว่าอาหารเพื่อสุขภาพ คงไม่อร่อยเท่าไหร่ ขนม คุ้กกี้ หรือของจุบจิบต่างๆ แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนความคิดจากการกินเพื่อความสุขใจ เพื่อความอร่อย มาเป็นการกินเพื่อบำรุงสุขภาพแล้ว รับรองว่านอกจากจะไม่อ้วนแล้ว ยังทำให้อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย

6. เลือกกินอาหารอย่างฉลาด แทนที่จะกินข้าวขาว ก็เลือกข้าวกล้องแทน เลือกอาหารประเภทผัด หรือต้ม แทนอาหารทอดที่ไขมันสูงมากๆ แทนที่จะดื่มน้ำหวานต่างๆ ก็หันมาดื่มน้ำเปล่า แทนที่จะพกขนมกินเล่นในกระเป๋า ให้หันมาพกผลไม้ไว้ทานแก้หิวคะ และแทนที่จะทานอาหารข้างทาง ก็หันมาทำอาหารกินเองที่บ้าน หรือทำอาหารไปทานที่ทำงาน เพราะนอกจากเราจะได้ทานอาหารอร่อยในแบบฉบับของตัวเองแล้ว ยังได้เลือกอาหารที่มีประโยชน์จริงๆ เป็นเมนูที่เราออกแบบเองให้เหมาะกับความต้องการของร่างกายเรา ที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษคะ

7. เพิ่มสีสันหลากหลายในมื้ออาหาร ในหนึ่งมื้ออาหารนั้น ควรเลือกทานผัก ผลไม้ ที่มีสีสันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเขียว ส้ม เหลือง แดง เพราะแต่ละสีให้คุณค่าทางอาหารที่ต่างกันไป ที่สำคัญคือ เวลาที่เรากินอาหารที่สีสันหลากหลาย จะทำให้เรามีความสุขในการกินอีกด้วยคะ และในแต่ละสัปดาห์ควรเลือกทานผัก ผลไม้ที่ไม่ซ้ำกัน นอกจากเราจะไม่เบื่อแล้ว ยังได้รับวิตามิน แร่ธาตุที่หลากหลายจากอาหารที่เลือกทานอีกด้วยคะ

8. ไม่อดอาหาร ข้อนี้สำคัญมากๆ คะ หลายคนอยากผอม เลยอดอาหาร นอกจากจะไม่ช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังทำให้สุขภาพแย่อีกด้วยคะ ทำให้หงุดหงิดง่าย และสมองไม่แล่น เวลาที่เราอดมากๆ เรายิ่งกินเยอะกว่าเดิมคะ และมีแนวโน้มว่าจะกินของที่ไม่มีประโยชน์ เห็นอะไรอยู่ตรงหน้าก็กินหมดแหละคะ

9. งดกินก่อนนอน ควรทานมื้อเย็นให้ห่างจากเวลานอนประมาณสามชั่วโมงคะ หลังจากมื้อเย็นแล้ว ไม่ควรทานอีกเลยคะ ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายได้เผาผลาญคะ คนที่ลดน้ำหนักสำเร็จส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับข้อนี้มากๆ คะ

10. อย่ายอมแพ้ ช่วงแรกที่ปฏิบัติเราอาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำได้ไม่ดี หรือบางคนคิดว่าเป็นเรื่องยาก เพราะบางครั้งอาหารอร่อยๆ อยู่ตรงหน้าจะอดใจยังไงไหว แต่ให้คิดอย่างนี้คะ เราไม่ได้ทำแค่ให้มีหุ่นสวย แต่เราทำเพื่อการเปลี่ยนตัวเองที่ขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ กินดี สุขภาพก็ดีตามคะ โรคภัยไม่ถามหา เราต้องอดทนคะ และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ปฏิบัตตามแผนที่วางไว้ ผ่อนคลายกับตัวเอง ไม่เคร่งเครียด หรือหย่อนหยานเกินไป และให้กำลังใจตัวเองบ่อยๆ คะ

ที่มา: health.howstuffworks.com
แปลและเรียบเรียง โดย นันทพร คำยอด