Monday, October 7, 2013

บำรุงผิวให้สวยด้วย "น้ำมันอาร์แกน"


น้ำมันอาร์แกน (Argan oil) เป็นน้ำมันบริสุทธิ์จากธรรมชาติ สกัดมาจากเมล็ดผลไม้จากต้นอาร์แกน ซึ่งเป็นพรรณไม้หายาก สามารถพบได้เฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโมร็อคโค ลักษณะของผลอาร์แกนจะคล้ายกับผลมะกอก เป็นเคล็บลับความงามที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นระยะเวลายาวนานหลายศตวรรษ คนโบราณใช้น้ำมันอาร์เเกนเป็นส่วนประกอบในการทำอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพ เช่น ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำสลัด และซอสพาสต้า และยังใช้บำรุงผมให้มีประกายเงางาม และบำรุงผิวให้เต่งตึง เรียบเนียนกระชับ

น้ำมันอาร์แกน หรือ Argan oil (Virgin Organic - Moroccan) เป็นน้ำมันสีเหลืองทอง มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันถั่วลิสง มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 กรดไขมันโอลิอิก (oleic acid) กรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) กรดไขมัน arachidonic acid และกรดไขมัน alpha linolenic acid นอกจากนี้ยีงมีวิตามินซีและอี จึงมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน ช่วยลดริ้วรอย เหี่ยวย่น บริเวณใต้ตา รักษา ป้องกันการเกิดสิว กระตุ้นการผลัดเซลล์ ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ลดการอักเสบของสิว และผิวหน้า ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผม และหนังศรีษะ ให้แข็งแรง มีสุขภาพดี

นอกจากจะใช้น้ำมันอาร์แกนทาผิว และผสมน้ำอาบ ชำระล้างร่างกายแล้ว สาวๆ ยังสามารถเพิ่มความสวยให้ผิวได้ด้วยการอาบน้ำด้วยสบู่อาร์แกน นอกจากจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวัยและช่วยลดการสูญเสียความยืดหยุ่นของผิวแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูและรักษาสภาพผิวให้ชุ่มชื่นอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้ง

สำหรับคนที่สนใจ อยากทดลองใช้สบู่น้ำหอมอาร์แกน ซึ่งเป็นสบู่นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ หรือโทร 08 1660 0864

บทความโดย นันทพร คำยอด


6 ประโยชน์ของการกินเจ

ภาพจาก http://www.tlcthai.com/women
การกินอาหารเจ นอกจากจะเป็นการถือศีล รักษาประเพณี ละเว้นชีวิต และหยุดการสร้างบาป เวรกรรม ทำให้ไม่เกิดการอาฆาต พยาบาทแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายหลายประการ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยคะ

1. ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมดทำให้ ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน เพราะสารอาหารจากพืชผักและผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและการย่อยเป็นปกติ

2. เมื่อรับประทานเป็นประจำ โลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ทำให้อายุยืนยาว มีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี

3. อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด และอวัยวะประกอบคือ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 4. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้แก่ สารเคมี ยาฆ่าแมลง มลภาวะ และก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ ซึ่งสารอาหารในพืชผัก จะช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่างๆ ได้

5. สามารถต้านทานสารพิษได้สูงกว่าคนปกติ ในบรรดาผู้ที่ทานเจมักไม่ปรากฎโรครุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ฯลฯ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ

 6.การกินเจทำให้เกิดความเมตตา เกิดความสงบสุขุม อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว ไม่โมโหง่าย ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลส่งเสริมให้บารมีธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา: www.facebook.com/letsgosouththailand

     

Saturday, October 5, 2013

ศิลปะการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิงยุคใหม่

ในโลกปัจจุบันมีภัยอันตรายเพิ่มขึันทุกวัน โดยเฉพาะอันตรายที่เกิดกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน ชิงทรัพย์ การคุกคามทางเพศ การหลอกลวงสารพัดรูปแบบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้หญิงจะต้องหาวิธีป้องกันตัว ทั้งการอ่านข่าวสาร ข้อมูลการเตือนภัย ศึกษากลโกงของโจผู้ร้าย รวมไปถึงการเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวเอง หากมีเวลาว่างๆ กิจกรรมสำคัญที่ผู้หญิงควรทำก็คือ การฟิตร่างกายให้แข็งแรง และเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัว โดยวันนี้เรามีศิลปะการป้องกันตัวที่น่าสนใจมาฝากกันคะ

1. มวยไทย (Mauy Thai) ศิลปะในการป้องกันตัวชั้นเลิศของไทย ซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีลีลาศที่อ่อนช้อย งดงาม เป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากจะเป็นศิลปะในการป้องกันตัวแล้ว มวยไทยยังเป็นเคล็ดลับความงามของดารา นางแบบหลายๆ คน เช่น แองเจลิน่า โจลี่, ลูกเกด เมทินี, นก-อุษณีย์ วัฒฐานะ และมาริสา แอนนิต้า ที่ใช้กีฬามวยไทยในลดน้ำหนัก สร้างรูปร่างที่กระชับ สมส่วน สำหรับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย และใช้มวยไทยเพื่อช่วยลดน้ำหนัก สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

2. คราฟมาก้า (Krav Maga) เป็นระบบการป้องกันตัวของอิสราเอล ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในสงคราม ใช้อบรมในหน่วยราชการตำรวจทหาร ทั้งอเมริกาและยุโรป เป็นระบบการต่อสู้ที่คิดขึ้นโดยชาวอิสราเอล เป็นการต่อสู้ที่ค่อนข้างใหม่ คือ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว แต่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนามาเรื่อยๆ เพื่อใช้ในหลักสูตรการต่อสู้มือเปล่าของทหารในกองทัพอิสราเอล เน้นการฝึกซ้ำในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เกิดการตอบรับอัตโนมัติของร่างกายต่อสภาวะคับขันต่างๆ

3. เทควันโด (Tae Kwon Do) ศิลปะการต่อสู้ที่รวมเอาการต่อย การป้องกัน การจู่โจม และการเตะเข้าด้วยกันเป็นท่าชุดที่มีจังหวะลีลา สามารถเล่นเป็นงานอดิเรกหรือเพื่อให้เกิดความฟิต บางคนเล่นจริงจังมากจนจบระดับขั้นต่างๆ นอกจากจะมีประโยชน์ด้านการป้องกันตัว ยิ่งมีความตั้งใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้จิตใจเกิดสมาธิมากขึ้น ส่วนประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความว่องไว กล้ามเนื้อแข็งแรง และช่วยให้การทำงานระหว่างมือและสายตาประสานกัน

4. คาราเต้ (Karate) เป็นที่รู้กันดีว่าคาราเต้คือศิลปะการต่อสู้ ชั้นเรียนคาราเต้ประกอบด้วยการยืดกล้ามเนื้อแขน ขา การเตะ การต่อย การป้องกันและการต่อสู้กับคู่ซ้อม การต่อสู้ป้องกันตัวไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความมั่นใจเท่านั้น แต่การฝึกฝนจนผ่านระดับขั้นสายต่างๆ ยังนำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จ และนอกจากจะทำให้เกิดความว่องไวแล้ว คาราเต้และท่าทางเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งช่วยให้กล้ามเนื้อทุกส่วนกระชับและ ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้หน้าท้องแบนราบ กล้ามเนื้อขาและแขนแข็งแรง

5. ไอคิโด (Aikido) เป็นศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ของญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นโดย อุเอะชิบะ โมริเฮ เป็นการรวบรวม กลั่นกรอง เอาคุณลักษณะพิเศษของศิลปะการต่อสู้หลายแบบของญี่ปุ่นในสมัยโบราณเข้าด้วยกัน ศิลปะการต่อสู้บางแบบที่พบในวิชาไอคิโดมีอายุนับย้อนหลังไปได้ถึงกว่า 700 ปี  ไอคิโด้ ไม่ใช่ กีฬาเหมือน เทควันโด้ หรือ ยูโด จึงไม่การแข่งขัน ไม่มุ่งเน้นการเอาชนะ แต่เป็นศิลปะป้องกันตัวจากการกระทำทุกรูปแบบ ทั้งมือ และมีอาวุธ ในระยะประชิดตัว เป็นการป้องกันตัวโดยการหักข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกาย อาทิ ข้อมือ ข้อศอก คอ หลัง หัวเข่า ข้อเท้า และพร้อม ๆ กันนั้นมีลักษณะการเหวี่ยงทุ่มกระแทกพื้น ไอคิโดยังเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ใช้พลังทางกายน้อย โดยเน้นใช้พลังสมอง คิดหาวิธีควบคุมคู่ต่อสู้โดยใช้แรง (กำลังกาย) ของคู่ต่อสู้ทำ สาวๆ สามารถฝึกไอคิโดได้ดี เพราะไม่ต้องใช้กำลังของตัวเองมาก ส่วนประโยชน์ของไอคิโดนั้น นอกจากจะให้ผู้ฝึกรู้จักวางแผน สามารถควบคุมสติได้ดี มีจิตใจที่มั่นคง อ่อนโยนแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

6. จูจุสึ (Jiu Jitsu) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะการต่อสู้โบราณของซามูไรที่เรียกกันว่า ไทจุสสุ ซึ่งหมายถึงศิลปะการใช้ร่างกาย  ลักษณะการต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะขึ้นอยู่กับสำนักนั้นๆ โดยมากจะมีทั้งการโจมตี การล๊อค การทุ่ม ในบางสำนักจะมีการฝึกการใช้อาวุธด้วย จนในบางครั้งจะถูกเรียกกันว่าเป็นวิชาที่มีทุกอย่าง การต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะเป็นการต่อสู้แบบไม่มีกติกา และ จะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มคู่ต่อสู้ ทั้งนี้จูจุสึถูกฝึกให้ไม่มีความไร้ปราณีต่อคู่ต่อสู้ไม่ว่ากรณีใดๆ

7. Judo (ยูโด) เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่มีวิวัฒนาการมาจาก  จูจุสึ  เป็นวิชาที่สามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธ หรือต่อสู้ด้วยมือเปล่า เป็นการทำลายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ นอกจากจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัวเองแล้วยังเป็นการบริหารร่างกายเพื่อให้เกิดความแข็งแรง ทำให้ร่างกายมีสัดส่วนที่เหมาะสม มีความโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์ต่างๆ รู้จักควบคุมตนเองให้มีการทรงตัวที่มั่นคง และทำให้เกิดความผ่อนคลายแก่ร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดสมาธิ นอกจากนี้ยังเป็นเกมกีฬาการต่อสู้ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความกล้าหาญ อดทน และสร้างความมั่นใจให้ตัวเองอีกด้วย

8. มวยหวิงชุน (Wing Tsun) หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง IP Man คงรู้จะพอคุ้นๆ กับมวยหวิงชุนกันบ้าง หวิงชุน หรือหยุ่งชุน เป็นศิลปะการต่อสู้อันเก่าแก่ของจีน เป็นมวยที่ไม่ต้องใช้พละศึกษาหรือสุขศึกษามากนัก เหมาะสมกับสรีระของผู้หญิง ที่แรงกายอ่อนกว่าผู้ชาย แต่เน้นในการป้องกันตัวและจู่โจมในระยะสั้นแบบเชื่องช้า

9. จีทคุนโด้ (Jeet Kune Do) สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของบรูซ ลี (Bruce Lee) หรือ หลี่ เสี่ยวหลง คงจะรู้จักการต่อสู้ชนิดนี้เป็นอย่างดี จีทคุนโด้เป็นศิลปะการป้องกันตัวชนิดหนึ่งที่เน้นการ เตะ ต่อย เป็นพื้นฐาน โดยผู้คิดค้นศิลปะการป้องกันตัวนี้คือ "บรูซ ลี" โดยมีพื้นฐานมาจาก มวยหวิงชุน แต่มีการนำศิลปะการป้องกันตัวหลายชนิดมาผสมผสานกัน เช่น มวยเส้าหลิน มวยสากล เทควันโด มวยปล้ำ ยูโด จึทคุนโด้ เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่โด่งดัง และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีสอดแทรกปรัชญาเข้าไปด้วย ทำให้ผู้ฝึกได้รู้จักตัวเอง เรียนรู้ปรัชญา มีสมาธิ จิตใจมั่นคงมากขึ้น

10. ฮับคิโด (Hapkido) ศิลปะการป้องกันตัวของชาวเกาหลี ปัจจุบันแพร่หลายอย่างมากในวงการ
ตำรวจ หน่วยอารักขาของสหรัฐอเมริกา แคนาดา ประเทศแถบยุโรป และทั่วโลกกว่า 150 ประเทศกระบวนการสอนเน้นเรื่องการเคลื่อนไหวต่อเนื่องป็นวงกลม รู้จักการใช้แรงของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ สามารถดึงพลังภายในร่างกายออกมาใช้ได้ ทำให้สุขภาพร่างกายดีไปด้วย ในหลักปรัชญา ฮับคิโดเน้นเรื่องค้นหาความเป็นตัวตน จิต และสมาธิ เมื่อฝึกเป็นระยะเวลานานๆ ติดต่อกัน ทำให้ผู้ฝึกเกิดความมั่นใจในตัวเอง ตัดสินเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเฉียบพลัน สามารถควบคุมจิตใจของตนเอง และควบคุมร่างกายของคู่ต่อสู้  นอกจากฮับคิโดจะเป็นศิลปะการต่อสู้แล้ว ผู้เรียนยังสามารถนำปรัชญาของฮับกิโดมาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตได้อีกด้วย

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ "สติ" เมื่อเกิดภัยร้ายขึ้น อย่าตกใจจนเกินไป ให้พยายามมีสติ หาวิธีเอาตัวรอด และทำให้ตัวเองเจ็บตัวน้อยที่สุด

หากต้องการเรียนรู้เทคนิควิธีการป้องกันตัวด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การใช้มีด กระบองสั้น สเปรย์พริกไทย เครื่องช็อคไฟฟ้า สามารถอ่านเพิ่มได้ที่ thaiselfdefense.blogspot.com

สำหรับสาวๆ ที่สนใจคอร์สเรียนศิลปะการป้องกันตัว (Self Defense) มีสถาบันสอนใกล้ๆ กับรถไฟฟ้าสถานีพระโขนง เดินทางได้สะดวก และราคาไม่แพงมาก สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ หรือสอบถามได้ที่หมายเลข 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com


บทความโดย นันทพร คำยอด


Thursday, October 3, 2013

10 สาเหตุที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล


บ่อยครั้งที่สาวๆ ตั้งใจจะลดน้ำหนัก ทั้งควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย แต่พยายามยังไง น้ำหนักก็ยังเท่าเดิม รู้ไหมคะว่ามีสาเหตุมาจากอะไรบ้างที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล

1. นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การอดนอนทำให้ความสามารถในการเผาผลาญลดลง และความหิวเพิ่มขึ้น โดยฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28 การอดนอนยังมีผลต่อการเลือกกิน กล่าวคือ ร่างกายต้องการอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย และเมื่อร่างกายอ่อนเพลียจากการนอนไม่พอ เราก็จะเลือกกินอาหาร ของหวานที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น เช่น พวกของหวาน ช็อคโกแล็ต ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ซึ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

2. ไม่กินอาหารเช้า ถ้าเราไม่ได้ทานอาหารเช้า จะทำให้เราหิวตลอดเวลา รู้สึกหงุดหงิดง่าย และไม่มีสมาธิในการทำงาน ที่สำคัญคือ ทำให้อ้วนง่ายๆ เพราะต้องหาของกินจุกจิกที่ไม่มีประโยชน์รองท้องก่อนที่จะกินมื้อเที่ยง หรือหามื้อเที่ยงที่แบบสุกเอาเผากิน แบบง่ายๆ เพราะทนความหิวไม่ไหว

3. ทานอาหารพร้อมกับดูโทรทัศน์ การดูโทรทัศน์และทานอาหารไปด้วย ทำให้เราทานอาหารเพิ่มมากขึ้น เพราะเพลินอยู่กับรายการที่ชอบ ยิ่งเพลินมากยิ่งทานมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว นอกจากนี้ขณะดูโทรทัศน์ ระบบการเผาผลาญ หรือเมตาบอลิซึมจะทำงานต่ำมากเพียง 20-30 แคลอรี่ต่อชั่วโมง หมายความว่าถ้าเรานั่งแช่อยู่หน้าโทรทัศน์ 5 ชั่วโมงทุกวัน น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น 0.45 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์

4. ไปปาร์ตี้ฉลองกับเพื่อนบ่อยๆ การออกไปงานเลี้ยง สังสรรค์กับเพื่อนบ่อยๆ ทำให้เรากินของจุบจิบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะเราเห็นของกินวางอยู่ตรงหน้า ทำให้เราหยิบกินอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าเรากินเข้าไปมากแค่ไหน เพราะกินไปด้วย คุยกับเพื่อนไปด้วย ยิ่งเมื่อเรามีความสุขจากการสังสรรค์กับเพื่อน ก็จะทำให้เรากินเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญคือ การไปงานเลี้ยง ทำให้เราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ทำให้เราน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเบียร์ 1 กระป๋อง ขนาด 120 ออนซ์ ให้พลังงาน 115 แคลอรีเข้าไปแล้ว เทียบเท่ากับกินข้าวถึง 1 ทัพพีครึ่ง การทานข้าวกับเนื้อสัตว์น้ำหนัก 1 กรัม ร่างกายจะได้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุก 1 กรัมจะให้พลังงานมากถึง 7 กิโลแคลอรี ที่สำคัญคือหลังจากดื่มเหล้าเบียร์แล้ว ไม่ใช่ว่าจะหายหิว เราก็ยังต้องกินอาหารตามเข้าไปอีกอยู่ดีแล้วอย่างนี้จะไม่ให้อ้วนได้ไง

5. ดื่มน้ำน้อย การที่เราต้องดื่มน้ำให้เพียงพอก็เพื่อให้ไตทำงานได้ดีเป็นปกติ หากเราดื่มน้ำน้อย ทำให้ไตไม่สามารถทำงานได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักแทน หน้าที่หลักของตับ คือ ช่วยเร่งการเผาผลาญของไขมันที่สะสมในร่างกาย แต่เมื่อตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้อย่างเต็มที่  ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ร่างกายของเราการเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และทำให้สะสมไขมันในร่างกายมากขึ้น และการลดความอ้วนจะหยุดชะงักลง

6. ออกกำลังกายไม่ต่อเนื่อง การออกกำลังกายแค่นิดหน่อยๆ บางวันทำ บางวันไม่ทำ ไม่ได้ตั้งใจจริงใจ ตั้งใจแค่บางช่วงที่พบว่าตัวเองน้ำหนักขึ้นมากๆ เท่านั้น การทำแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้น้ำหนักลดลงแต่อย่างใด การจะลดน้ำหนักให้ได้ผลจริงๆ นั้น ต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานานๆ ติดต่อกัน

7. กินชดเชยหลังจากออกกำลังกาย หลายคนเคยชินกับการให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานสักชิ้น หรือน้ำหวานสักแก้วหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก แต่การกินแบบนี้จะทำให้ที่คุณออกกำลังมาน่ะเหนื่อยเปล่า! แถมบางทีพลังงานที่คุณกินอาจจะมากกว่าที่เพิ่งใช้ไปด้วยซ้ำ

8. ออกกำลังกาายไม่หลากหลาย ออกกำลังกายอยู่อย่างเดียวจนเป็นกิจวัตรประจำวันนอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้การเบิร์นไม่ได้ผลเท่าเดิมด้วยนะ เพราะคุณเคยชินกับมันจนเกินไป

9. เครียดเกินไป ยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ น้ำหนักก็ยิ่งเพิ่มขึ้นง่ายเท่านั้น เวลาเครียด ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาทำให้ความอยากอาหารและการกักเก็บพลังงานในรูปไขมันเพิ่มขึ้น

10. เป็นโรคที่ไม่เคยรู้ โรคบางโรค เช่น ภาวะมีถุงน้ำที่รังไข่ (PCOS) ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และลดลงได้ยาก หากรู้สึกผิดปกติมากๆ ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารมาเป็นเดือนๆ น้ำหนักก็ไม่หายไปเลย ลองปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

คำถามต่อมาก็คือ แล้วจะมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้การลดน้ำหนักเห็นผลเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามีคำตอบเตรียมไว้ด้านล่างนี้แล้วคะ คลิกอ่านกันได้เลยคะ 

12 ขั้นตอนง่ายๆ ลดน้ำหนักอย่างได้ผล


12 ขั้นตอนง่ายๆ ลดน้ำหนักอย่างได้ผล



บทความที่แล้วเราได้พูดถึงเรื่องสาเหตุที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผลไปแล้ว บทความนี้เราขอนำเสนอขั้นตอนง่่ายๆ ที่ช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผลเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. ดื่มน้ำสองแก้วทันทีหลังจากตื่นนอน จะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักและเบาทำงานได้ดี บรรเทาปัญหาอาการท้องผูกได้

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอระหว่างวัน ในหนึ่งวันสาวๆ ควรดื่มน้ำระมาณ 2–3 ลิตร ในระหว่างวันควรดื่มน้ำทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกคอแห้ง และไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้วก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และภายใน 40 นาทีหลังมื้ออาหาร เนื่องจากทำให้น้ำย่อยเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร ทั้งนี้ ควรดื่มน้ำทีละนิดระหว่างวัน จิบครั้งละ 2–3 อึก แต่จิบบ่อยครั้งไปตลอดทั้งวัน การดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ ทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ทัน และขับออกมาเป็นปัสสาวะ ดังนั้นถึงจะดื่มน้ำเป็นปริมาณมากก็ยังรู้สึกหิวน้ำ

3. ทานอาหารเช้าทุกวัน นักวิจัยพบว่า กลุ่มผู้หญิงที่กินอาหารเช้า จะลดน้ำหนักลงได้ดีกว่าคนที่ไม่ทานอาหารเช้า และ 78% ของคนที่ลดความอ้วนแล้วสามารถประคับประคองน้ำหนักให้คงที่ได้ เป็นพวกที่กินอาหารเช้าทุกวัน อาหารเช้าช่วยให้หิวน้อยตลอดวัน อย่างไรก็ตามคุณภาพและปริมาณอาหารเช้ามีความสำคัญ ควรจัดให้มีความสมดุลของสารอาหาร และเพื่อลดน้ำหนักจะต้องไม่กินมากเกินไป โดยเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบถ้วน เช่น นม ขนมปัง ไข่ดาว โยเกิร์ต แอ๊ปเปิ้ล กล้วย เป็นต้น

4. ทานอาหารให้ครบสามมื้อ หลายคนคิดว่าการงดทานอาหารมื้อเย็น จะช่วยลดน้ำหนักได้ดี แต่จริงๆ แล้ว ไม่ควรงด แต่ควรลดอาหารมื้อเย็น เพราะถ้างดไม่ทานไปเลย จะทำให้น้ำย่อยที่ออกมากัดกระเพาะของเราแทน และจะทำให้ร่างกายปรับตัวเผาผลาญพลังงานลดลง ประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญก็ลดตามลงไป ฉะนั้นจึงควรทานอาหารเย็นทุกวัน แต่ลดปริมาณลง

5. เคี้ยวอาหารช้าๆ การที่เราทานอาหารด้วยความรวดเร็วจะทำให้เรากินได้มากเกินพิกัดโดยที่ไม่รู้ตัว นอกจากนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์บินของจีน พบว่า การเคี้ยวอาหารนานขึ้นยังช่วยลดระดับฮอร์โมนเกรลิน ที่ทำหน้าที่สร้างความรู้สึก "หิว" ในระบบทางเดินอาหาร

6. งดกินหลังจาก 6 โมงเย็น ควรทานมื้อเย็น ช่วงเวลาหกโมงเย็น หรือก่อนเข้านอน 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรเกินกว่านี้ เพราะโปรตีนต้องใช้เวลาย่อยและดูดซึมถึง 4 ชั่วโมง และการรับประทานอาหารแล้วนอนเลย อาจให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ นอกจากนี้ หลังมื้ออาหาร ควรเว้นอย่างน้อย 30 นาทีจึงค่อยอาบน้ำ เพราะขณะที่อาหารกำลังย่อย เลือดต้องไปเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยย่อย แต่ถ้าเราไปอาบน้ำทันที จะทำให้เลือดต้องมาที่ผิวหนังก่อน เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้เลือดส่งไปเลี้ยงที่กระเพาะน้อย ระบบย่อยก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ท้องอืด แน่นท้องได้

7. เลือกกินผักให้มากๆ หากต้องการลดน้ำหนัก แนะนำว่าให้ทานผักหรือผลไม้ เพราะมีใยอาหารสูง พลังงานต่ำ ทำให้อิ่ม อยู่ท้อง แต่ได้พลังงานไม่มากจนเกินไป อย่างข้าวซ้อมมือ ผักลวก ผักต้ม เนื้อปลาแทนตบท้ายด้วยผลไม้รสไม่หวานและควรเลือกให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่ซ้ำกัน

8. เน้นอาหารจำพวกโปรตีน สำหรับคนที่คิดจะฟิตหุ่นแล้ว ควรเลือกกินอาหารที่ให้โปรตีนมาก ๆ เช่น เนื้อสัตว์และไข่ขาวเป็นพิเศษ เพราะโปรตีนถือเป็นสารอาหารที่สำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยร่างกายต้องการโปรตีนราว 2 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เพื่อจะใช้กระชับสัดส่วนให้มีหุ่นเฟิร์มมากขึ้น แต่ต้องต้องกินโปรตีนควบคู่กับการออกกำลังกายไปด้วยถึงจะได้ผล

9. งดของทอด น้ำมันในอาหารทอดจะซึมเข้าไปในเนื้ออาหาร คนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนไม่ควรกินอาหารทอดเกินวันละ 2-3 ช้อนกินข้าว หรือไม่กินเลยยิ่งดี

10. เดิน 1 ชั่งโมงต่อวัน ในหนึ่งวันควรหาเวลาเดินติดต่อกันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวัน ไม่จำเป็นต้องเดินเร็วๆ สามารถเดินจังหวะปกติ แต่ต้องเดินติดต่อกัน ไม่นั่งพัก ควรหาเพื่อนไปเดินด้วยกัน จะได้มีกำลังใจในการเดิน ไม่เหงา และไม่รู้สึกเบื่อ

11. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ดื่มน้ำเปล่าแทน หากไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ก็เปลี่ยนจากเหล้า เบียร์ มาเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพดูนะคะ

12. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ทำให้เรามีความจำที่ดีขึ้น และทำให้สมองทำงานได้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือ ช่วยให้ Growth hormone ทำงานได้ดี GH ทำงานช่วง สามทุ่มถึงเที่ยงคืน ดังนั้นการนอนแต่หัวคำทำให้คุณดูสวยขึ้น ผอมลง อ่อนเยาว์ขึ้น ในหนึ่งวันคนเราควรนอนประมาณ 6-7 ชั่วโมง

สาวๆ ที่กำลังลดน้ำหนัก นอกจากจะออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ พร้อมกับควบคุมการทานอาหารแล้ว ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้ควบคู่กันดูนะคะ รับรองว่าลดน้ำหนักได้จริง และเห็นผลเร็วมากขึ้นด้วยคะ ที่สำคัญคือ อย่าท้อนะคะ ใจต้องสู้ด้วยคะ ไม่ใช่ทำแค่วันสองวัน น้ำหนักไม่ลง ก็เลิกซะแล้ว จะลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ คะ

สำหรับสาวๆ ที่อยากออกกำลังกายแบบสนุก ด้วยโปรแกรมใหม่ๆ ทันสมัย ไม่ซ้ำใคร พร้อมกับผลลัพธ์ที่่น่าพอใจในเวลาอันรวดเร็ว ก็อย่ารอช้าคะ รีบมาทดลองออกกำลังกายด้วยกีฬาน้องใหม่ โดยสามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08 1660 0864 หรือ www.sanooklife.com

บทความโดย นันทพร คำยอด



Wednesday, October 2, 2013

เพิ่มความสวยด้วย "น้ำเย็น"


จากรายงานการวิจัยหลายชิ้นกล่าวว่า น้ำเย็นนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย และผิวพรรณในหลายๆ ด้าน จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยคะ

ช่วยกำจัดสิว น้ำเย็นไม่เพียงแต่จะช่วยดับกระหายคลายร้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการอุดตันของผิว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิว และลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วย หากไม่เชื่อลองใช้น้ำเย็นกับครีมน้ำนมทำความสะอาดหน้าดู จะพบว่าน้ำเย็นช่วยชะล้างสิ่งสกปรกบนใบหน้าอย่างหมดจด ทำให้ผิวรู้สึกชุ่มฉ่ำ และในวันต่อมาจะพบจุดแดงๆ ที่เกิดจากรอยสิวบนใบหน้าจะค่อยๆ จางหายไป

กระชับรูขุมขน สำหรับคนที่มีรูขุมขนกว้าง น้ำเย็นสามารถช่วยกระชับรูขุมขนได้ โดยหลังจากที่ล้างหน้าด้วยโฟมหรือสบู่ล้างหน้าที่ใช้แล้ว ให้ล้างด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง จากนั้นลองใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบนใบหน้าดู รูขุมขนที่เคยกว้างก็จะเล็กลง เชื่อไหมละคะว่าดาราฮอลีวู๊ดบางคน อย่างเซียนนา มิลลเลอร์ (Sienna Miller)  นางแบบ แฟชันดีไซเนอร์ และนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง G.I. Joe: The Rise of Cobra พอกหน้าด้วยมาร์สที่มีความเย็นจัด เพื่อคืนความสดชื่นให้ผิว ส่วน เคต ฮัดสัน (Kate Hudson) นักแสดงชาวอเมริกัน ก็ใช้วิธีคล้ายๆ กัน โดยการจุ่มใบหน้าของเธอลงไปในน้ำเย็นจัด เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน และช่วยทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีและเปล่งปลั่ง

ลดความเครียด ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงามกล่าวว่า เราควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเมื่อรู้สึกเครียด วิตกกังวล น้ำเย็นจะช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง รู้สึกกระปี้กระเปร่า และผ่อนคลายความตึงเครียด

บำรุงเส้นผม การล้างผมด้วยน้ำอุ่นก่อนใช้แชมพูจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก และความมันออกจากเส้นผมได้ง่ายกว่าการล้างผมด้วยน้ำเย็น ดังนั้น หากเป็นไปได้ ควรใช้น้ำอุ่นล้างผมก่อนสระ และใช้น้ำเย็นล้างผมหลังสระ เพื่อไม่ให้ผมแห้ง และช่วยให้เส้นผมอ่อนนุ่ม มีประกายเงางาม

ลดน้ำหนัก การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำอุ่นขึ้น โดยน้ำ 1 แก้ว จะช่วยเผาผลาญไขมันประมาณ 9 กิโลแคลอรี  ถ้าเราดื่มน้ำ 8 แก้วก็จะเผาผลาญไขมันได้ถึง 70 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่า ยิ่งดื่มน้ำมาก ก็จะยิ่งช่วยลดความอ้วน แต่ในคนที่กำลังลดความอ้วน ลดปริมาณอาหารแต่ลืมดื่มน้ำ ต้องระวัง เพราะน้ำหนักจะไม่ลง เนื่องจากน้ำคือ ตัวช่วยทำให้ไขมันสลายเร็วขึ้น นั่นเอง


ที่มา: shelookbook.com
แปลและเรียบเรียงโดย นันทพร คำยอด


บทความที่เกี่ยวข้อง

สวยและมีสุขภาพดีด้วย "น้ำ"

10 เคล็ดลับความสวยของเหล่าดารา คนดัง

Tuesday, October 1, 2013

7 เหตุผลดีๆ ที่ทุกคู่รักควรทำกิจกรรมร่วมกัน



1. ได้เพิ่มหัวข้อสนทนา  ไหนจะเรื่องสนุกๆ  ที่เคยทำด้วยกัน พอเปิดดูรูปเก่าๆ ตอนไปเที่ยว ตอนทำกิจกรรมด้วยกัน ทำให้ได้หวนนึกถึงวันดีๆ เรื่องสนุกๆ เรื่องพวกนี้พวกคุณสามารถยกมาเป็นหัวข้อสนทนาได้ทั้งนั้น

2. ได้มีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน การได้ออกไปเที่ยว ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ร่วมกัน ทำให้คู่รักมีวันเวลาดีๆ ด้วยกัน เป็นความทรงจำดีๆ ของชีวิต ที่คิดถึงเมื่อไหร่ก็เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เมื่อนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต

3. ทำให้ชีวิตคู่ดูมีสีสัน ไม่น่าเบื่อ การอยู่กับบ้านในวันว่างๆ อาจทำให้แต่ละคนรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าชีวิตคู่ไม่มีความสุขเอาซะเลย แต่พอลองออกไปข้างนอก ไปดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว ร้องเพลง ออกกำลังกาย ไปเที่ยวต่างจังหวัดร่วมกัน จะเป็นโอกาสที่คุณจะได้สวีตกับคนรัก ทำให้ได้ใกล้ชิดกันมากกขึ้น ได้เติมเต็มความรักซึ่งกันและกัน ได้ช่วยเหลือ ดูแลกัน ทำให้ความรักที่เคยดูน่าเบื่อกลับมาหวานอีกครั้ง

4. มีเวลาเรียนรู้กันมากขึ้น  ให้ฉวยเอาโอกาสขณะไปเที่ยว ทำกิจกรรมด้วยกันนี่แหละ ค่อยๆ เรียนรู้คู่ของคุณ  คุณอาจจะได้เห็นเขาในแง่มุมใหม่ที่คาดไม่ถึง และได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนรัก รู้ว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากันมากขึ้น

5. ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติ  กิจกรรมใหม่ๆ  นอกจากจะให้ความรู้แล้ว  ยังฝึกให้เราต่างเป็นคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น  ช่วยเปิดมุมมองและโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น

6. ลดความขัดแย้ง  กิจกรรมที่น่าสนใจจะช่วยลดดีกรีความขัดแย้งและเรื่องพ่อแง่แม่งอนตอนไม่มีอะไรทำลงเหมือนคุณและเขาได้พักรบกันชั่วคราว

7. เกิดแรงผลักดันเรื่องเดียวกัน  การทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ จะทำให้คุณและเขามีเป้าหมายร่วมกัน  และเมื่อมีเป้าหมายเดียวกันแล้วความสามัคคีปรองดองก็ตามมา

รู้อย่างนี้แล้ว ก็รีบจูงมือคนรักออกไปทำกิจกรรมดีๆ สนุกๆ ด้วยกันนะคะ แต่สำหรับคู่รักที่ยังไม่มีไอเดียว่าจะทำอะไรกันดีๆ ในวันว่างๆ ลองอ่านบทความข้างล่างนนี้ดูนะคะ มีกิจกรรมดีๆ มานำเสนอเพียบ

วันหยุดเฮฮา ตามประสาคนรัก
เดือนนี้ไม่มีเหงา Shopping ที่สิงคโปร์ (Singapore)